มานุษยวิทยาสายสตรีท (ในห้องเสวนา): ว่าด้วยระเบียบวิธีการเข้าใจผู้อื่น

มานุษยวิทยาสายสตรีท (ในห้องเสวนา): ว่าด้วยระเบียบวิธีการเข้าใจผู้อื่น

เรื่องและภาพ: อิชย์อาณิคม์ ชิตวิเศษ

“จะมีสักกี่ครุยที่ลุยโคลน”

หนึ่งในวลีของเหล่าบัณฑิตรั้วเกษตรศาสตร์เมื่อครั้งอดีต ถูกหยิบยกมาเอ่ยอีกครั้งในงานเสวนา ‘มานุษยวิทยาสายสตรีท’ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ หอสมุดแห่งชาติ วลีดังกล่าวเป็นเหมือนบทเกริ่นนำเพื่อฉายให้เห็นลักษณะการทำงานทางวิชาการของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา

เมื่ออัตคัดขัดสนในคำตอบ ก็ต้องมุ่งมั่นตั้งคำถาม

ย้อนกลับไปสมัยที่บุญเลิศยังศึกษาระดับปริญญาตรี เขามีโอกาสทำกิจกรรมอาสาต่างๆ ทำให้ได้พบเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจประเด็นคนจนและคนชายขอบในสังคม หลังจากเรียนจบ เขาทำงานที่สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์พร้อมกับทำงานที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ทำให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มคนที่เป็นประหนึ่งมุมอับของแสงสีในมหานคร

ช่วงเวลาที่บุญเลิศทำงานร่วมกับมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นช่วงเวลาที่เขาได้เข้าไปพูดคุยกับคนจนเมืองกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มคนในชุมชนสลัม หรือกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ใต้สะพานลอย การเข้าไปคลุกคลีเพื่อทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้ ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บุญเลิศได้สะสมความเข้าใจต่อกลุ่มคนไร้บ้าน

ค่ำไหนนอนนั่น เนื้อตัวไม่สะอาด ผมเผ้ายาวรุงรัง คือภาพจำที่เรามีต่อคนไร้บ้าน แต่เมื่อถามว่าคนเหล่านี้คิดอะไร เรากลับอัตคัดขัดสนในคำตอบ ซ้ำร้ายยังถูกตีตราด้วยภาพด้านลบ ทั้งหมดจึงเป็นที่มาให้บุญเลิศดั้นด้นค้นหาคำตอบ โดยทำเป็นงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท เป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่นคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาประจำปี พ.ศ. 2546 ก่อนที่จะกลายเป็นหนังสือโลกของคนไร้บ้าน

อยู่แบบคนไร้บ้าน กินแบบคนไร้บ้าน คิดแบบคนไร้บ้าน

“กล้าที่จะลงไปอยู่กินแบบนั้นได้อย่างไร” คือคำถามที่บุญเลิศถูกถามมานับครั้งไม่ถ้วน แต่การทำงานด้านมานุษยวิทยาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงไปคลุกคลีกับคนทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด การถอดภาพจำในแง่ลบเกี่ยวกับเรื่องราวหรือวิถีชีวิตของคนกลุ่มต่างๆ ทำให้เขา ‘กล้า’ ที่จะไปอยู่ในที่แบบนั้น

บุญเลิศตัดสินใจลงไปทำความรู้จักมักจี่ สร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มคนไร้บ้านในพื้นที่สนามหลวง ถึงแม้ว่าระหว่างทางเขาจะยังไม่รู้เลยว่า ชีวิตของเขาต้องพบเจออะไรบ้างก็ตาม… “วันแรกที่ลงไปคุย ก็เดินเข้าไปในสวนหย่อมตรงแถวอู่รถเมล์สาย 39 เพื่อที่จะคุยกับคนในสวนหย่อม ก็ได้คุยกับคนคนนึง คุยไปสักพัก คนในสวนเขาก็ต่อยกัน ผมก็ตกใจ คนที่ผมคุยด้วยเขาก็บอกว่า ‘ไม่เป็นไร เขาต่อยกันก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา นั่งเฉยๆ สิ” บุญเลิศเล่า

การลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามทำให้บุญเลิศพบว่า คนไร้บ้านในพื้นที่นั้นประกอบไปด้วยคนหลายรูปแบบ ภาพจำเกี่ยวกับคนเหล่านั้นที่เนื้อตัวมอมแมม ใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น ผมเผ้าไม่เป็นทรง จึงเป็นเพียงภาพจำบางส่วนของคนกลุ่มนี้เท่านั้น เพราะความจริงแล้วยังมีคนไร้บ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรักษาเนื้อตัวของเขาดี สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูสะอาดสะอ้าน เพื่อที่พวกเขาจะยังใช้ชีวิต สามารถเข้างานเสวนาและเข้าวงสังคมได้อย่างคนทั่วไปได้ อีกทั้งเมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ กลับพบว่า กลุ่มคนไร้บ้านมีอยู่หลากหลาย บ้างประกอบอาชีพเก็บของเก่า บ้างขายกระดาษพลาสติกรองพื้น หรือบ้างดำรงชีวิตอยู่ด้วยข้าวสารอาหารแจกจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ต่างที่กันออกไป วิถีชีวิตและการดำรงอยู่ของพวกเขาก็จะยิ่งแตกต่างกันไปด้วย คนไร้บ้านที่เขาสนิทและคลุกคลีอยู่เป็นประจำจึงบอกเขาว่า ให้ลองไปใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่บริเวณใต้ทางด่วนตรงมาบุญครอง และมีอาชีพเก็บของเก่าขายดู เพื่อจะได้รู้จักคนไร้บ้านในแง่มุมที่ต่างออกไปจากกลุ่มเดิม

และนั่นก็ทำให้บุญเลิศได้มองเห็นและรู้จักกลุ่มคนไร้บ้านมากขึ้น รวมทั้งความพยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มคนดังกล่าวที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งหมดนี้จึงทำให้วิทยานิพนธ์ของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่วิทยานิพนธ์ธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นวิทยานิพนธ์ที่ร้อยเรียงเรื่องราวให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ในชิ้นงานอีกด้วย

อยู่อย่างวิถีคนจรกลางกรุงโตเกียว

หลังจากวิทยานิพนธ์เรื่องคนไร้บ้านเสร็จสิ้นลง บุญเลิศได้รับทุนจากมูลนิธิ Nippon Foundation สำหรับการทำวิจัยเกี่ยวกับคนไร้บ้านในญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 6 เดือน และได้เป็นที่มาของบทความวิชาการเรื่อง ‘คนไร้บ้านในญี่ปุ่น ยุคโลกาภิวัตน์’ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้แรงงานบางส่วนต้องหลุดออกมาจากระบบและกลายเป็นคนที่สิ้นเนื้อประดาตัว คือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ในประเด็นคนไร้บ้านที่ญี่ปุ่น

ในสังคมที่เจริญทางวัตถุอย่างญี่ปุ่นยังมีกลุ่มคนที่อยู่ในเงามืดของสังคมอย่างคนไร้บ้านอยู่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีวิถีชีวิต ที่พักอาศัยอยู่ตามส่วนที่เป็นมุมอับของสถานที่สาธารณะ แต่พวกเขากลับไม่ได้ถูกสังคมแห่งความเป็นมหานครทอดทิ้ง พวกเขายังได้รับการเข้าถึงจาก Japan Nonprofit Organization Center (JNPOC) และหน่วยงานอาสาสมัครอื่นๆ ที่คอยให้ความช่วยเหลือและเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ได้อย่างคนทั่วไป แม้โฮมเลสญี่ปุ่นจะมีสวัสดิการรองรับ

แต่กระนั้นบุญเลิศมองว่า โฮมเลสญี่ปุ่นมีความ suffer มากกว่าโฮมเลสไทยและฟิลิปปินส์ “คนไร้บ้านในญี่ปุ่นผมคิดว่าซัฟเฟอร์หนักที่สุด ทั้งๆ ที่หากเปรียบเทียบแล้ว ญี่ปุ่นมีระบบสวัสดิการที่ดีกว่า มีห้องน้ำสาธารณะที่ดี ฟิลิปปินส์แย่กว่าญี่ปุ่นเยอะ คุณสามารถเห็นคนถ่ายข้างถนนได้ในกรุงมะนิลา แต่โฮมเลสฟิลิปปินส์กลับเอ็นจอยกับชีวิตของพวกเขาได้มากกว่าโฮมเลสญี่ปุ่น ส่วนคนไร้บ้านในไทย อยู่ตรงกลาง เอ็นจอยบ้าง ไม่มาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นซัฟเฟอร์อะไรมาก”

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น บุญเลิศเคยให้สัมภาษณ์ WAYต่อกรณีนี้ไว้ว่า “ถ้าคุณเป็นคนจนท่ามกลางประเทศที่มีคนจนจำนวนมากคุณจะไม่รู้สึกเป็นตัวประหลาด ในขณะที่ถ้าคุณเป็นคนจนในประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง คุณก็จะเป็นคนส่วนน้อย ด้วยเหตุนี้ โฮมเลสในญี่ปุ่นจึงถูก treat จากสังคมแบบน่ารังเกียจค่อนข้างชัดมาก

ถ้าคุณเป็นโฮมเลสที่เดินไปตามสถานีรถไฟ คนทั่วไปไม่แม้กระทั่งจะเหลียวตามองคุณเลยนะ เขามองคุณเป็นวัตถุที่ไม่ใช่มนุษย์เลยนะครับ ผมเคยขึ้นรถไฟไปกับโฮมเลสญี่ปุ่น จะเห็นได้ชัดเลยถ้าคนข้างๆ เห็นว่าบุคลิกของคุณคือโฮมเลส เขาไม่อยากอยู่ใกล้คุณขึ้นมาทันที ความรู้สึกของการถูกเลือกปฏิบัติสำหรับโฮมเลสในญี่ปุ่นรุนแรงกว่าในสังคมฟิลิปปินส์ พวกเขาจึงค่อนข้างซัฟเฟอร์”

ประเด็นต่อมา ข้อถกเถียงเกี่ยวกับโฮมเลสระดับสากลมีสองขั้วใหญ่ๆ ขั้วแรก มองว่า คนที่เป็นคนไร้บ้าน มีสาเหตุจากปัญหาโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่มีงานทำ ไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการ อีกขั้วหนึ่งมองว่าเป็นความบกพร่องส่วนบุคคล สำหรับผม ผมเขียนว่า ทั้งสองปัจจัยต่างส่งให้คนคนหนึ่งเป็นโฮมเลส แต่ผมให้น้ำหนักกับปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมมากกว่า ผมคิดว่าความแตกต่างทางโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ต่างกันได้ shape คาแรคเตอร์คนไร้บ้านในแต่ละสังคมขึ้นมา เราจึงเห็นคนไร้บ้านที่มีลักษณะหน้าตาแบบต่างๆ กัน ระบบเศรษฐกิจฟิลิปปินส์แย่กว่า คนตกงานมากกว่า จำนวนคนไร้บ้านก็มากตามไปด้วย ทั้งคนวัยหนุ่มสาว ส่วนคนไร้บ้านญี่ปุ่นเป็นผู้สูงอายุ เฉลี่ยราว 50 กว่าปี เพราะแก่เกินกว่าจะหางานทำได้ แต่ยังไม่แก่พอที่จะได้รับสวัสดิการ ส่วนในสังคมไทยเราถือว่าเรามีการจ้างงานดี เราเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ด้วยเหตุนี้จำนวนคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ ของเราจึงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร”

 

สู่มานุษยวิทยาข้างถนนในกรุงมะนิลา

หลังกลับจากญี่ปุ่น บุญเลิศเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ 4 ปี เขาจึงได้มีโอกาสไปศึกษาปริญญาเอกที่ University of Wisconsin ในสาขามานุษยวิทยา และนั่นก็ทำให้เขาได้พบกับ แคเธอรีน โบวี (Katherine Bowie) อาจารย์ที่ปรึกษา และนักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องในประเทศไทย ซึ่งแคเธอรีนถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิทยานิพนธ์ คนไร้บ้านในกรุงมะนิลา “ตอนที่กำลังจะตัดสินใจเลือกว่าจะทำวิจัยเรื่องอะไรและที่ไหน แคเธอรีนได้พูดกับผมประโยคนึงว่า ‘Somewhere else not Thailand’” บุญเลิศบอกว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสาขามานุษยวิทยาเกิดขึ้นมาจากการที่คนยุโรปพยายามศึกษาเรื่องราวของชนพื้นเมือง จึงเกิดเป็นค่านิยมพื้นฐานที่ผู้ศึกษาจำเป็นต้องไปศึกษาเรื่องราวในสังคมอื่น เพื่อทำความเข้าใจสังคมนั้นให้มากยิ่งขึ้น

เรื่องราวการผจญภัยในมะนิลาจึงเริ่มขึ้น เมื่อเขาเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นย่านของคนไร้บ้านอาศัยอยู่ เขาก็ได้ค้นพบว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่อาจแย่กว่าที่คนไร้บ้านในกรุงเทพฯ เจอก็เป็นได้ “ที่มะนิลาไม่มีห้องน้ำสาธารณะ แม้แต่กระทั่งปั๊มน้ำมัน ถ้าไม่ได้มาเติมน้ำมัน ก็ไม่สามารถขอเข้าห้องน้ำได้”

การใช้ชีวิตในมะนิลาจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก จะอาบน้ำ หรือซักเสื้อผ้าก็มีเพียงแค่โบสถ์ปาโก (Paco Catholic Church) เท่านั้นที่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ ส่วนเรื่องการขับถ่ายก็ดูจะเป็นเรื่องลำบาก เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีห้องน้ำสาธารณะ ทำให้บนท้องถนนทั่วกรุงมะนิลามักจะได้กลิ่นปัสสาวะอยู่เป็นประจำ อีกทั้งถนนหนทาง และทางเท้าที่แย่กว่าในกรุงเทพฯ ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะของที่นี่มีความยากลำบากกว่าในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก

แต่สิ่งที่แย่ที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องระบบสาธารณูปโภคในมะนิลา แต่กลับเป็นอาหารการกินของคนไร้บ้านที่นี่ แม้ว่าบางสถานที่จะมีการทำอาหารเลี้ยงคนยากจนและคนไร้บ้าน อย่างโบสถ์ซิกข์ในพื้นที่ แต่ภาชนะที่สามารถใช้บรรจุอาหารได้กลับมีแค่เพียง ถุงพลาสติกที่เอาไว้ใส่สิ่งของ และอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวัสดุที่นำมาใส่อาหารแล้ว นอกจากนี้ หากไม่สามารถไปรับอาหารหรือหาเงินเพื่อซื้ออาหารได้ หนทางเดียวที่จะทำให้คนไร้บ้านที่นี่รอดตายคือ การกิน ‘ปักปัก’ (Pagpag) หรืออาหารที่เก็บได้จากถังขยะ แล้วนำมาปัดฝุ่นเอาเศษผงที่ติดมาด้วยออก เพื่อนำมารับประทาน

แต่ถึงอย่างนั้น ตลอดเวลาที่บุญเลิศได้ใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านในมะนิลา เขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนไร้บ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะพาไปกินข้าว หรือพาไปอาบน้ำ ซักผ้า แม้ว่าภาษาตากาล็อกของเขาที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยอาจจะยังไม่แข็งแรงนัก แต่คนไร้บ้านที่นั่นก็ยังพยายามที่จะสื่อสารกับเขา ด้วยการใช้ภาษาตากาล็อกกับภาษาอังกฤษปนกัน อีกสิ่งหนึ่งที่บุญเลิศค้นพบจากการได้ใช้ชีวิตในมะนิลาคือ ต่อให้ชีวิตจะยากลำบากแร้นแค้นสักแค่ไหน เขายังสามารถเห็นรอยยิ้ม มุกตลกและเสียงหัวเราะได้จากกลุ่มคนไร้บ้านที่นี่ การร่วมด้วยช่วยเหลือกันของคนในกลุ่มประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำให้เขาได้เรียนรู้บางสิ่งจากคนเหล่านี้ว่า

“พวกเขาพยายามหาความสุข ในเงื่อนไขที่พวกเขาจะหาให้ตัวเองได้”

บุญเลิศกล่าว ปัญหาหลักที่ทำให้สังคมฟิลิปปินส์มีจำนวนผู้ไร้บ้านและผู้ยากจนมากขึ้นมาจากอัตราการจ้างงานที่ต่ำ และงานรับจ้างรายวันที่หาได้ยากและรายได้น้อย ความใฝ่ฝันของคนไร้บ้านในมะนิลาจึงเป็นการเก็บเงินได้สัก 400-500 เปโซ (หรือ 200-300 บาท) เพื่อนำเงินมาซื้อบุหรี่ และแพ็คขายใหม่ในราคาที่ได้กำไรเพียงพอจะต่อยอดทุนได้

 

‘Structural violence and homelessness: Searching for  Happiness on the streets of Manila’ คือวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของนักมานุษยวิทยาสายสตรีทผู้นี้ ความหวังที่ผู้คนต่างคาดหวัง แม้ว่าจะริบหรี่แต่ก็ยังหวังให้เป็นจริงในสักวันหนึ่ง ห้วงเวลากว่า 16 เดือนที่ข้างถนนมะนิลา ผู้คนหลายใบหน้า และเรื่องเล่าที่อยู่นอกเล่มวิทยานิพนธ์ ทำให้บุญเลิศตัดสินใจเขียน สายสตรีท: มานุษยวิทยาข้างถนนในมะนิลา โดยทุกเรื่องที่อยู่ภายในเล่มเป็นสิ่งที่เขาและคนไร้บ้านต่างพบเจอร่วมกันตลอดระยะเวลาที่อยู่ในฟิลิปปินส์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวไปสู่ผู้อ่านได้เข้าใจและมองเห็นความหลากหลายของมนุษย์

author

Random books