เพลงรัตติกาลในอินเดีย: โปรดระวังชิ้นที่คัดเลือกมา

เพลงรัตติกาลในอินเดีย: โปรดระวังชิ้นที่คัดเลือกมา

“เรามาทำอะไรอยู่ในร่างกายนี้หนอ”

.

“คุณเป็นผู้จาริกแสวงบุญหรือ” เขาถาม 

ผมตอบว่า ไม่ใช่ หรือที่ถูกคือ ใช่ แต่ไม่ใช่ในแง่ของศาสนา ถ้าจะเป็น ก็คงเป็นเส้นทางส่วนตัว จะพูดอย่างไรดี คือผมเพียงตามหาร่องรอยเท่านั้น

.

“ผมกำลังตามหาคนคนหนึ่งอยู่ครับ” ผมพูด “เขาชื่อ ซาเวียร์ จันตา ปินโต เขาหายตัวไปเกือบปีแล้ว  ข่าวคราวล่าสุดของเขาผมได้มาจากบอมเบย์ แต่มีเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อว่า เขาติดต่อกับสมาคมเทวญาณวิทยา และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้ผมมาที่นี่”

.

ผมอยากจะเล่าถึงเนื้อหนังของหนังสือบางๆ เล่มนี้ แต่ช่างยากเย็น เพราะการเลือกหยิบ ‘บางชิ้นส่วน’ จากเรื่องเล่าในหนังสือที่ประกอบอย่างหลวมๆ ด้วยชิ้นส่วน และจงใจเหลือที่ว่างใน ‘บางชิ้นส่วน’ ยิ่งทำให้การพูดถึงมันช่างไร้รูปลักษณ์

‘ผม’ เป็นชาวอิตาลี ที่เดินทางไปในอินเดีย เพื่อตามหาเพื่อนผู้หายตัวไปแรมปี เงื่อนงำมีเพียงจดหมายจากโสเภณีนางหนึ่ง จากชิ้นส่วนเบาบางพวกนี้ ‘ผม’ ก็เดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาเพื่อนที่หายตัวไป

พื้นเพเขาดูท่าจะเป็นปัญญาชน สังเกตจากบทกวีที่เขาชอบ เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เขาค้นคว้าจากบันทึกโบราณ เขาคงเป็นนักเขียนกระมัง แต่น่าขัน เขามาอินเดียโดยมีหนังสือนำเที่ยวเล่มเดียวในการให้ข้อมูล — India, A Travel Survival Kit

เวลาเดินทางท่องเที่ยว เราจะได้เจอคนที่เราไม่รู้จัก แลกเปลี่ยนบทสนทนา ดื่ม กิน และนอนบนเตียงอื่นที่ไม่ใช่บ้าน 

“ผมได้รับการต้อนรับจากพนักงานเปิดประตูผู้แต่งกายประหนึ่งเจ้าชายอินเดีย เขาสวมสายรัดเอวและผ้าโพกศีรษะแดง เขาพาผมไปยังโถงรับรอง ซึ่งตกแต่งด้วยทองเหลืองทั้งสิ้น พนักงานคนอื่นๆ ก็แต่งกายเป็น ‘มหาราชา’ เช่นกัน พวกเขาอาจคิดว่า ผมเองก็ปลอมตัวมาเหมือนกัน แต่ในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ผมเป็นมหาเศรษฐีผู้แต่งตัวเป็นยาจก”

เป็นบทสนทนาประเภทที่ไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราวอะไรนัก เมื่อถามถึงสิ่งหนึ่ง ก็จะได้คำตอบที่ถอยห่างออกไปเสมอเสมอ

อันที่จริงผู้เขียนเล่าในท่วงทำนองที่ไม่ได้เร้าให้เราอยากรู้อะไรเลยด้วยซ้ำ เหมือนบทสนทนาในตอนหนึ่ง ระหว่างคนแปลกหน้าที่แชร์แทกซี่กันยามเช้า และดินเนอร์ในโรงแรมหรูด้วยกันยามค่ำ

หญิงช่างภาพถาม

 

“คุณเคยไปกัลกัตตาไหมคะ”

ผมส่ายหน้า “อย่าไปนะคะ” คริสตินบอก “อย่าทำสิ่งผิดพลาดนี้เป็นอันขาด”

“ผมคิดว่าคนอย่างคุณจะคิดว่า ในชีวิตต้องได้ไปเห็นให้มากที่สุดเสียอีก”

“ไม่ค่ะ” เธอตอบอย่างหนักแน่น “ต้องเห็นให้น้อยที่สุด”

.

”อย่าคัดเลือกมาเป็นชิ้นๆ เลยค่ะ ขอร้องล่ะ โปรดเล่าสารัตถะของหนังสือคุณให้ฉันฟัง ฉันอยากรู้เรื่องราวโดยรวมของมันค่ะ”

“ก็ทำนองว่า หนังสือผมจะเป็นคนที่หลงทางในอินเดีย นี่แหละครับเรื่องราวโดยรวม”

“ไม่ได้นะคะ แค่นี้ไม่พอ คุณจะเอาตัวรอดอย่างนี้ไม่ได้นะคะ เพียงเท่านี้ เป็นสารัตถะไม่ได้”

“ไม่รู้สิครับ” ผมบอก “ยากจะรู้ได้  เรื่องนี้ผมเองซึ่งเป็นคนเขียนก็ยังไม่รู้เลย เขาอาจตามหาอดีตกระมัง ตามหาคำตอบของอะไรสักอย่าง อาจอยากไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างที่ในอดีตเคยหลุดมือเขาไป อย่างไรก็ตาม เขากำลังตามหาตัวเองน่ะครับ หมายถึงว่า การตามหาผมนั้นเหมือนกับว่าเขาตามหาตัวเอง ในหนังสือมักเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยๆ  

“ก็วรรณกรรมน่ะครับ”

หนังสือเล่มนี้ฉบับแปลถูกพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ทุกครั้ง, ผมพูดถึงมันได้ยากเย็นนัก ข้อเขียนสั้นๆ นี้ผมเรียบเรียงขึ้นใหม่จากบันทึกในบล็อกเมื่อปี 2012 เมื่อครั้งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นคราแรก (จัดพิมพ์โดย Book Virus แต่เป็นสำนวนแปลจากผู้แปลคนเดิม) ครั้งนั้นหนังสือเล่มนี้มีปกสีน้ำเงินราตรี (ออกแบบโดย นฆ ปักษนาวิน) 

การพิมพ์ครั้งที่สอง (โดยสำนักพิมพ์อ่านอิตาลี) ผมได้ออกแบบปก มันเป็นสีเทาเข้ม ส่วนการพิมพ์ครั้งล่าสุด (ในฉบับปกแข็ง-ออกแบบโดย กิตติพล สรัคคานนท์) ราตรีคลี่คลายเป็นสีเทาโทนเย็น เหมือนสีปกครั้งแรกและครั้งที่สองผสมกัน

เราเป็นนักออกแบบ ก็ช่วยไม่ได้ที่เราจะต้องเลือกอะไรสักสิ่งมาแสดง

หนังสือมีรูปทรงสี่เหลี่ยม — เป็นเหมือนเฟรม สิ่งที่ปรากฏในกรอบภาพนี้ ในหน้าปกนี้ คือเสี้ยวส่วนเดียวเท่านั้น

โปรดระวังชิ้นที่คัดเลือกมา

หนังสือทั้งเล่มนี้ก็เช่นกัน… ถ้าคุณอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ผมหวังว่าคุณจะลองอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ดู เพราะในชิ้นส่วนที่ผมเลือกมาพูดถึง และชิ้นส่วนที่ไม่ปรากฏแต่คุณจะเห็นได้เองเมื่ออ่าน ชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านั้นคือร่องรอย

ในคืนที่มืดหม่น ในความทรงจำที่ไม่อาจพูดถึง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เรากำลังตามหา…

author

Random books