ซิมโฟนียังบรรเลง: คำสารภาพของการไม่เหลือสิ่งใดให้เฝ้าถนอมไว้อีกแล้ว

ซิมโฟนียังบรรเลง: คำสารภาพของการไม่เหลือสิ่งใดให้เฝ้าถนอมไว้อีกแล้ว

text: วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

 

‘เหตุการณ์ทำนองนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า สารละลายในชีวิตของคนเรา ประกอบด้วยเรื่องเล่าและความลวงอันน่าอภิรมย์ มากกว่าพงหนามแห่งภววิสัย’

– หน้า 20

 

นี่คือเรื่องของผม คนหนุ่มวัยกลางคนระยะต้น ที่ข้ามผ่านความยอกย้อนของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไปพร้อมๆ กันกับความราบเรียบเป็นเส้นตรงของการเป็นคนหนุ่มชนชั้นกลางไทย ว่างเปล่าโดดเดี่ยว เรียนจบมหาวิทยาลัย อาศัยอยู่ลำพังในบ้านย่านชานเมือง สมบัติจากเงินมรดก เขียนอ่าน ทำงานเขียนข่าว ตกหลุมรัก เลิกรา เจ็บปวด กอบตัวเองจากความไม่รู้ว่าทำไมจึงถูกทิ้ง นอนไม่หลับ อย่างช้าๆ ค่อยหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างเช่นเครื่องครัว หรือการปั่นจักรยาน ให้กิจกรรมที่ไร้ความหมายหรือวัตถุสามัญดาษดื่นไหลท่วมลงเติมจิตใจภายในที่เจ็บปวดและเปล่าเปลือย พยายามผูกสัมพันธ์กับหญิงสาวลึกลับหน้าใหม่ และค่อยๆ ปอกเปลือกตัวเองในท้ายที่สุด เมื่อผีของอดีตที่ผู้เขียนเก็บงำไว้ตลอดเรื่องถูกนำมาเล่า ทั้งเป้าประสงค์ทางพล็อต และทางจิตใจของตัวละคร

สองสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับนักเขียนชายไทยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาคือฉากหลังของการเมืองไทย และการเขียนโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งง่ายและตีขลุมไปมากถ้าจะเรียกว่าอิทธิพลของมุราคามิ เพราะมุราคามิก็รับอิทธิพลคนอื่นมาเหมือนกัน และการเขียนอย่างไรเสียก็ไม่อาจพ้นไปจากการมีตนเองเป็นศูนย์กลางได้สักกี่มากน้อย การมีตัวเองเป็นศูนย์กลางเป็นทั้งอาวุธและจุดอ่อน เมื่อเส้นแบ่งของการเข้าข้างในและไปข้างนอกหดลง ภาวะการหมกมุ่นกับตัวเอง จะพองตัวใหญ่โตกดทับความเป็นไปได้อื่นๆ ของเรื่องเล่า ราวกับว่าโลกที่เหลือหมุนรอบวงโคจรชีวิตของผู้เล่า หมุนรอบความทระนงและความทุกข์เศร้าเฉพาะของชายตัวเอกเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำอะไรก็ตาม

อย่างไรก็ดี โลกหมุนรอบตัวใครก็ฉายส่องชีวิตผู้นั้นลึกลงไป และ ซิมโฟนียังบรรเลง ก็ฉายส่องชีวิตของตัวเอกที่เราคิดว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับเราอย่างแน่นอน สามสิบปลาย สี่สิบต้น เกิดและเติบโตในยุคที่ ‘ปัจเจกชน’ คือแบบแผน คือความฝันใฝ่และความปรารถนา การเมืองถูกผลักให้อยู่ไกลจากชีวิต เพราะเราคือคนชั้นกลางที่เกิดและเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเมืองทางตรง แม้ว่าที่เราทำเช่นนั้นได้เพราะอภิสิทธิ์ที่เรามองไม่เห็นแต่ได้รับมา ในยุคสมัยนั้น นักการเมืองเป็นเพียงผู้ร้ายและตัวตลก ศีลธรรมฉีกเราขาดออกจากผลประโยชน์และการต่อรอง เป็นสิ่งซึ่งมีสีขาวสะอาดลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ผู้คนเติบโตพร้อมกับความฝันว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเดิม ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้า (โดยไม่ต้องพึ่งการเมือง) เรามีภาคประชาชนผู้มีจิตใจสังคมสงเคราะห์คอยผลักดันโลก และยังมีพ่อของแผ่นดินเป็นศูนย์กลาง ด้วยวิธีการอันบริสุทธิ์ และเราจะทุ่มแรงกายแรงใจเพื่อความสำเร็จเชิงปัจเจกของเราแล้วอาจจะตอบแทนสังคมด้วยการบริจาคสิ่งของให้คนจน หรือการไปค่าย การเฝ้าฝันถึงสังคมที่ดีกว่าที่มาถึงด้วยวิธีการที่ตัวเราเองไม่แปดเปื้อน 

ชายหนุ่มตัวเอกในเรื่องและตัวผมเองคือผู้คนที่เติบโตมาเช่นนั้น การมาถึงของการเมืองในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาได้รื้อสร้าง ล้างทำลาย ความเข้าใจแบบเดิมที่เรามีต่อชีวิตเราเอง ต่อประเทศที่เราสังกัดและต่อโลก โลกภายในของเราถูกถอดรื้อ โลกภายนอกเราพบว่าความฝันใฝ่เป็นเรื่องโกหกที่ไม่มีทางจะประนีประนอมกับชีวิตได้ เราต้องกลายเป็นคนอีกแบบหนึ่งเพื่อที่จะเอาตัวรอดหรือเป็นคนแบบเดิมที่จะล้มเหลว 

ราวกับว่าความรักของเขากับ ‘ยูกิ’ ผู้หญิงที่เขาอุปโลกน์ชื่อขึ้นมาใหม่เป็นความรักในระบบปิดที่มีแต่เขาและเธอ ท่ามกลางความแปรผันทางการเมืองข้างนอกนั่นในช่วงปี พ.ศ. 2548 (2005) และไปจากเขาในปีถัดมาพร้อมกับการรัฐประหารครั้งแรก หลังจากโผเผไร้ทิศทาง เขาบังเอิญไปอวดศักดากับเสี่ยที่แทะโลมเด็กสาวในบาร์ ฉายส่องความดีงามที่ตัวเองยึดถือกับเรื่องไร้สาระเพื่อจะพบว่าตัวเองเป็นแค่คนกระจอก อย่าว่าจะแก้ปัญหาเชิงระบบเลย แม้แต่ปัญหายิบย่อยใกล้ตัวก็ยังไม่มีปัญญาเข้าใจ ดีแต่ใช้คุณธรรมส่วนตนไปครอบงำตัดสินคนอื่น จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน จนพลัดหลงเข้าไปในโรงเรียนสอนเด็กหูหนวกและเพริดไปกับความความสงัดเงียบนั้นราวกับเป็นที่หลบภัย ความเงียบใบ้ไม่พูดไม่รู้ไม่เห็น 

สี่ปีผ่านไปในช่วงปี 2010 หลังการสังหารหมู่กลางเมือง เขาพบความลับเกี่ยวกับหญิงสาวที่จากไป สูญเสียตลอดกาล หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเองมากขึ้นจนถึงขั้นออกจากงาน ตัดขาดจากโลกอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์ ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องการเมืองใหม่จากการเขียนข่าว สารคดี รู้จักโลกเหมือนเด็กหัดเดิน

อีกนานจากนั้นเขาได้เจอหญิงสาวแปลกหน้าที่เคยพบกันครั้งหนึ่งเป็นคำรบสอง เขาหลงใหลเธอแต่ไม่อาจเข้าถึงเธอ ปล่อยเธอหลุดมือ เธออาจจะเป็นคนที่เขารอคอย แต่เธอลื่นไหล เป็นตัวของตัวเอง เป็นคนที่เขาพบแต่ไม่มีสิทธิมอบชื่อให้ เขาทำได้เพียงกระโดดจากรักที่ไม่สมหวังไปสู่รักที่ยังไม่ได้แม้แต่จะมีหวัง เหลือตัวคนเดียวว่ายวนในสระน้ำเงียบและมืดชื่อตัวตน และเมื่อมองกลับไปเขาจึงค้นพบว่าสิ่งที่พรากทุกอย่างไปจากเขาไม่ใช่คนอื่นแต่คือตัวตนของเขา อดีตของเขา นิสัยของเขาที่ถูกหล่อหลอมจากประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของเขานั้นเอง

 

ไม่เหลือสิ่งใดให้เฝ้าถนอมไว้อีกแล้ว ผมคราง ความจริงที่หมั่นประกอบสร้างด้วยความหวงแหนเพื่อหล่อเลี้ยงสมดุลให้สามารถมีชีวิตอยู่สืบไป เป็นเสมือนเส้นบางๆ ที่ขึงกางอยู่ในโถงถ้ำแห่งความหวัง ขาดวิ่นออกจากกันแล้ว

– หน้า 132

 

เราอาจกล่าวให้ถูกต้องได้ว่านี่คือเรื่องรักน่าเวทนาของคนรุ่นหนึ่ง ที่เคว้งคว้างเปลี่ยวเปล่า ที่ค่อยๆ เรียนรู้ว่าความมั่นคงใดๆ ที่ตัวเองเคยยึดถือเป็นเพียงเรื่องโกหกตลบตะแลง พวกเขา (และผม) ไม่มีฐานคิดทางการเมืองที่แน่นหนา ไม่เข้าใจพลวัตของโลก ซ้ำร้ายความหูหนาตาเล่อ ได้ช่วยกวักมือเชื้อเชิญความพินาศให้มายังประเทศนี้ 

นิยายเล่มนี้ ที่การเมืองเป็นเพียงฉากหลังจืดจางจึงมีการเมืองอย่างยิ่ง ความขาดวิ่นเว้าแหว่งของเรา ความหมกมุ่นกับตัวเองของเรา ไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้า มันล้วนมาจากการประกอบสร้างบ้าๆ บอๆ ทั้งสิ้น และ

 

สิ่งทรงคุณค่าดูจอมปลอมเสมอ เมื่อจงใจพาดพิงถึงบ่อยครั้งเกินไป 

– หน้า 88-89

 

‘ยูกิ’ ในเรื่อง หญิงสาวที่เราไม่รู้ชื่อจริง ไม่รู้ชื่อจริง เพราะเขาบังคับตั้งชื่อให้เธอสำหรับให้ผู้อ่านรู้จัก เขาทำเป็นรู้จักเธอ แต่เขาเข้าไม่ถึงเธอ ครอบครองเธอโดยสาระแนไปตั้งชื่อให้ เราเป็นเพียงนักตั้งชื่อเพื่อให้ดูเหมือนว่าเรารู้จักทุกอย่าง แต่นั่นก็เพราะเราไม่รู้จักชื่อจริงของสิ่งใดเลย ยูกิดูจะเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ดีกว่าชายหนุ่ม เธอเขียนเรื่องราวที่เขาเองก็ไม่เข้าใจเมื่อแรกอ่าน ผสมทั้งตำนานพื้นบ้าน นิทาน และประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน ในเรื่องเล่าของคนทุกข์ที่ไม่ได้มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง เธอไปจากเขาเมื่อพบว่าเขาเป็นคนที่มีเนื้อแท้เป็นเพียงคนเหลาะแหละเอาแต่ใจและมีความกลวงเปล่า และเขาไม่เคยรู้จักเธอจริงๆ ยูกิกลายเป็นภาพแทนของสิ่งใหม่ เสรีนิยมประชาธิปไตยหรืออะไรก็ตามที่ทำให้โลกคนชั้นกลางราบเรียบสั่นสะเทือน แต่เราไม่อาจยอมรับ เข้าใจ เรียนรู้ เราเพียงตั้งชื่อให้มันเข้ากับเรา ในขณะที่ ‘เมย์’ – พฤษภาคม เป็นเด็กสาวในรุ่นถัดมาที่คิดอ่านไม่เหมือนเขาอีกแล้ว การพบเธอเคลียไปกับจำนวนการรัฐประหารหลังจากเขาพบยูกิ แต่แม้จะรักชอบเธออย่างไร เขาก็เป็นเพียงสินค้าชำรุดตกรุ่นที่ใช้การไม่ได้แล้วเท่านั้น 

ราวกับว่าซิมโฟนียังบรรเลง เพลงที่เราไม่ได้ยินเสียงยังคงเล่นอยู่ไม่สิ้นสุด แต่เราจะไม่ได้ยินและไม่อาจควบคุมเฉกเช่นชีวิตของตน เฉกเช่นประวัติศาสตร์ เฉกเช่นสังคม สิ่งเดียวที่เขาเก่งกาจมาตลอดเรื่องคือการเสียดสีตัวเอง ราวกับว่าอาวุธเดียวที่เขาใช้ต่อกรกับโลกที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดมีเพียงสองอย่าง เกราะของความสงสารตัวเอง และดาบของการวิพากษ์ตนเอง ซึ่งถึงที่สุดไม่ได้ทิ่มแทงไปยังโลก หากทิ่มแทงซ้ำลงบนแผลเดิมของตน

ผมจึงอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิดเพลิน เพราะดาบของการวิพากษ์ตนเองได้บาดเฉือนด้วยการวิพากษ์ตัวผมด้วย แน่ละว่า มันอาจถูกทำให้ไขว้เขวไปด้วยการฟูมฟายไม่รู้จบของชายผู้เวทนาตนเอง แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เป็นผู้ชายที่ขาดออกจากบริบทที่แวดล้อมเขา นิยายเล่มนี้จึงเป็น คำอธิบายที่ดีให้แก่ความขาดวิ่นของผู้คนรุ่นหนึ่ง

ซึ่งถ้าไม่กลายไปเป็นฟาสซิสต์คลั่งศีลธรรมความดีเพื่อเติมเต็มความกลวงของตน เป็นคนที่ยอมรับว่าเคยได้ยินใครสักคนกล่าว  อำนาจนั้นน่ารักเสมอยามที่มันสงบเสงี่ยมและอยู่ข้างคุณ (หน้า 99)

ก็เป็นเพียงคนแพ้ เป็นคนที่ ปากคอแห้งผาก หลายเช้าหลังจากถูกปลุกจากสัญชาตญาณ คุณพรรณนาว่าสูญเสียเวลาไปกับกิจกรรมไล่ล่ารูปเงาปริศนาเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของตนเองและสิ่งรอบข้าง มันมีชีวิตและระเริงระริกอยู่ในความบอดใบ้ได้อย่างน่าหมั่นไส้  (หน้า 11) เท่านั้น.

 

ซิมโฟนียังบรรเลง
ผู้เขียน: สันติสุข กาญจนประกร
สำนักพิมพ์: flavorful publishing, พฤษภาคม 2563
tagged    
author

Random books