อ่าน ‘ปากไก่และใบเรือ’ แสงแรกแห่งทุนนิยมไทย ภาพสะท้อนผ่านวรรณกรรม

อ่าน ‘ปากไก่และใบเรือ’ แสงแรกแห่งทุนนิยมไทย ภาพสะท้อนผ่านวรรณกรรม

text: ศุภวิชญ์ สันทัดการ

ทุนนิยม บ้างว่าคือปีศาจร้ายนำมาซึ่งปัญหาสังคมนานัปการ บ้างว่าคือก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ จะดีหรือเลวก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุนนิยมได้กางปีกครอบมนุษย์ทุกผู้คนบนโลกใบนี้ไปเสียแล้วไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย สังคมไทยหรือสยามไม่ได้เป็นทุนนิยมมาตั้งแต่ต้น จากระบบโครงสร้างศักดินาเข้มข้น กาลเวลาสร้างเงื่อนไขบางประการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ว่ารัตนโกสินทร์ตอนต้นจะยังคงความเป็นศักดินาอยู่ แต่มีเค้าลางแห่งทุนนิยมเกิดขึ้น นั่นคือชนชั้น ‘กระฎุมพี’

วรรณกรรม ไม่เพียงมีหน้าที่บันเทิงใจ ปลอบประโลม หรือนำผู้อ่านไปผจญภัยเท่านั้น หากแต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนความคิด ความเชื่อ รวมไปถึงเศรษฐกิจการเมืองแห่งยุคสมัย วรรณกรรมแต่ละชิ้นย่อมกำเนิดขึ้นตามเสียงเรียกของสังคมเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อย่างไรก็ตาม สังคมที่ระบบราชการดำเนินด้วยความจงรักภักดีของขุนนางต่อพระเจ้าแผ่นดิน ย่อมผลิตวรรณกรรมอย่าง ‘ลิลิตโองการแช่งน้ำ’ เพื่อสนองตอบพิธีกรรมและสาปแช่งผู้ที่คิดไม่ซื่อ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย อธิบายการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านรูปแบบวรรณกรรมที่แตกต่างจากสมัยเดิม (อยุธยา) ด้วยบทความ 5 ชิ้น พิมพ์รวมกันในชื่อหนังสือ ปากไก่และใบเรือ ความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์

ประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์มักถูกจัดให้อยู่ในยุค ‘สยามเก่า’ อันเป็นด้านตรงข้ามกับ ‘สยามใหม่’ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ความเปลี่ยนแปลงช่วงต้นรัตนโกสินทร์มักถูกอธิบายด้วยแรงผลักดันจากภายนอก โดยเฉพาะจากอารยธรรมตะวันตก เช่น สนธิสัญญาเบาว์ริง แนวทางการศึกษาแบบเน้นความแตกต่างของสองสมัยนี้้ ไม่สามารถทำให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงช่วงต้นรัตนโกสินทร์ได้กระจ่าง นิธิมองว่าแรงผลักดันภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดแนวทางการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ ปากไก่และใบเรือจึงมุ่งเน้นอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมต้นรัตนโกสินทร์ซึ่งมีแรงผลักดันจากภายในเป็นสำคัญ

แม้ว่ารัตนโกสินทร์จะมีระบบเศรษฐกิจที่เน้นการค้าขายกับต่างประเทศเช่นเดียวกันกับที่รัฐบาลอยุธยาเป็น แต่นิธิชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เริ่มจากการที่รัฐบาลรัตนโกสินทร์ให้ความสำคัญกับแรงงานจ้างเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลไกควบคุมแรงงานไพร่ล่มสลายไปพร้อมกับอยุธยา การผลิตต้องพึ่งพิงกับเงินตรามากขึ้น เกิดเป็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจการค้ากับต่างประเทศซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้และเงินตรามากยิ่งกว่ารัฐบาลใดในอดีต จากเดิมในสมัยอยุธยาที่ทำการค้าแบบส่งผ่านตามลักษณะของเมืองท่า พร้อมกับการผูกขาดสินค้าภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของป่าที่ได้มาจากการเก็บส่วย เช่น หนังสัตว์ รัฐหาประโยชน์จากการขูดรีดทางการค้าโดยตรง (กดราคาซื้อ โก่งราคาขาย)

ด้วยนโยบายการเปิดประตูการค้าของจีน เทคโนโลยีเรือสลุปกำปั่นจากตะวันตกที่สามารถขนสินค้ากินระวางมากได้ และความชำนาญทางการค้าของชนชั้นนำ ทำให้ปริมาณการค้าขายเพิ่มขึ้นอย่างมากในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะสินค้าประเภทที่ต้องใช้แรงงานในการผลิต เช่น ดีบุก ข้าว ซึ่งระบบส่วยแบบเดิมไม่สามารถป้อนสินค้าได้เพียงพอ ลักษณะการหาประโยชน์ของรัฐต้นรัตนโกสินทร์จึงโอนย้ายมาขูดรีดจากการผลิต ผ่านการเก็บภาษีผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรม และผลักดันให้เกิดการค้าเสรีเพิ่มขึ้น ลดการผูกขาดลง สนับสนุนการผลิตเพื่อการค้าแบบส่งออก กล่าวคือยิ่งเกิดการผลิตเยอะเท่าใด รัฐยิ่งขูดรีดได้มากขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุที่สินค้าที่ส่งออกต้องใช้แรงงานในการผลิตซับซ้อนขึ้นมากกว่าการเก็บของป่า วิถีชีวิตของคนรัตนโกสินทร์จากเดิมที่เป็นแบบยังชีพ จึงต้องพ้องพานกับระบบเศรษฐกิจเพื่อตลาดไปโดยปริยาย

นิธิเสนอว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดคือเเรงงานและพ่อค้า ชาวจีนอพยพแสดงสองบทบาทนี้ได้อย่างดีเยี่ยม จีนบางพวกถึงขั้นแทรกซึมเข้าไปในระบบศักดินาและถูกกลืนเป็นชนชั้นสูงของไทย อาจด้วยเพราะคุ้นเคยกับเศรษฐกิจแบบเงินตรามาก่อน มีอภิสิทธิ์บางประการจากรัฐ หรือการเดินทางได้เสรีโดยไม่มีมูลนายสังกัด จึงทำให้คนจีนโดยรวมประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมากกว่าคนไทย กลุ่มชนชั้นนำเดิมในระบบศักดินาเข้ามารับบทพ่อค้าด้วยเช่นกัน และดำเนินกิจการได้โดยสะดวกเพราะนอกจากกรุงเทพฯ มีนโยบายการค้าที่ค่อนข้างเสรีแล้ว อำนาจทางการเมืองในระบบศักดินาของตนที่มีอยู่ก็หนุนเสริมซึ่งกันและกันกับความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนขึ้นจากการค้า สามารถทำการค้าโดยใช้เเรงงานราษฎรเปล่าๆ ก็ยังได้

พ่อค้าข้างต้นนี้แม้จะจำกัดอยู่ในคนไม่กี่จำพวก แต่ก็เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมาก เหล่านี้เองคือ ‘กระฎุมพีไทย’ ในสายตาของนิธิ ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับชนชั้นชื่อเดียวกันที่เกิดขึ้นในตะวันตก เพราะกระฎุมพีไทยไม่มีอิสระขาดจากศักดินา กลับกันคนกลุ่มนี้คือกลุ่มชนชั้นสูงนั่นเอง เพียงแต่ปรับตัวให้มีความเป็นกระฎุมพีขึ้นเท่านั้น การปรับตัวที่ว่านี้รวมไปถึงการมองโลกและวิธีคิด ก่อให้เกิด ‘วัฒนธรรมกระฎุมพี’ ซึ่งมีลักษณะของความเป็นสัจนิยม การค้าทำให้กระฎุมพีมองโลกตามจริงและเป็นเหตุเป็นผล นิยมเรื่องผจญภัยซึ่งมีความ ‘จริง’ และ ‘แปลก’ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ หนุนเสริมวัฒนธรรมการอ่านออกเขียนได้ (เพราะเป็นทักษะที่จำเป็นกับการเลี้ยงชีพ) ชาติกำเนิดมีความสำคัญลดน้อยลง คุณค่านั้นถูกเพิ่มให้กับการศึกษา

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น เมื่อสังคมเปลี่ยนถึงกับเกิดชนชั้นซึ่งมีวิธีคิดแบบใหม่ขึ้น วรรณกรรมลักษณะใหม่จึงต้องเกิดขึ้นเพื่อสนองตอบ รองรับฐานคิดของความเป็นสัจนิยม นิธิชี้ความต่างระหว่างวรรณกรรมสมัยอยุธยากับต้นรัตนโกสินทร์ไว้ในหลายบริบท ยกตัวอย่างฉากที่พูดถึง ‘เมือง’ ซึ่งมีกษัตริย์เป็นศูนย์กลางในวรรณกรรมอยุธยา เมืองดำรงอยู่ได้ด้วย ‘บารมี’ ของกษัตริย์ เนื้อหาจึงเต็มไปด้วยการเฉลิมพระเกียรติ พ่อค้าและชาวต่างชาติเป็นเพียงตัวประกอบ แต่ในวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์บรรจุวิถีชีวิตของคนเมืองได้ละเอียดและสมจริงขึ้น ทั้งพ่อค้าและชาวต่างชาติมีบทบาทและชีวิตเป็นของตัวเอง

การศึกษาและการอ่านออกเขียนได้เป็นสมบัติของชนชั้นกระฏุมพี ด้วยเหตุนี้ ‘วรรณกรรมเพื่อการอ่าน’ จึงกลายเป็นลักษณะเด่นของวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์ จากเดิมที่เป็นวรรณกรรมเพื่อขับร้อง สวด หรือแสดง ที่เห็นได้ชัดคือสำนวนแปลนิยายจีนอย่างสามก๊ก หรือ ไซ่ฮั่น  เป็นความเรียงที่ไม่มีสัมผัสหรือใช้ศัพท์โอ่อ่าซึ่งไม่เคยมีวรรณกรรมไทยลักษณะนี้มาก่อน กล่าวคือเป็นวรรณกรรมเพื่อการอ่านโดยแท้

สำนึกแห่งชนชั้นใหม่นี้ทำให้สังคมต้นรัตนโกสินทร์แยกขาดจากอยุธยาอย่างชัดเจน นิธิขยายความด้วย ‘โลกของนางนพมาศ’ เป็นบทความว่าด้วยหนังสือนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ แม้ว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจะเชื่อว่ามีต้นฉบับมาจากสมัยสุโขทัย แต่นิธิปฏิเสธข้อเสนอนี้เนื่องจากมีข้อความหลายตอนที่ไม่สามารถปรากฏในสมัยสุโขทัยได้ เช่น การอ้างถึงปืนใหญ่หรืออเมริกา และเชื่อกันว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล่้าฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์แทรกไว้ถึงครึ่งเรื่อง นิธิจึงสรุปว่าวรรณกรรมชิ้นนี้เกิดขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

นางนพมาศ เป็นหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องราวของผู้หญิงในราชสำนักฝ่ายในช่วงสมัยสุโขทัย ผู้มีความตั้งใจที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง มีเนื้อหาส่วนหนึ่งพรรณนาโลก โลกของนางนพมาศนั้นไม่มีศูนย์กลาง ไม่มองการสงครามซึ่งเป็นการขยายพระราชอำนาจไปในทางชื่นชม แต่กลับโจมตีการเกิดขึ้นของสงคราม นิธิให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการสงครามนำความเสียหายมาสู่กระฎุมพี อีกทั้งยังเป็นโลกที่มีแต่มนุษย์ ปราศจากเทวดาหรือสัตว์นรกอันเป็นส่วนประกอบของการเวียนว่ายตายเกิด เนื้อหาเหล่านี้ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมใน เตภูมิกถา หรือ ไตรโลกวินิจฉัย อันเป็นวรรณกรรมที่อธิบายระเบียบของโลกตามโลกทัศน์แบบเก่า ดังนั้นวรรณกรรม นางนพมาศ ที่เกิดขึ้นตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้จึงสะท้อนโลกทัศน์ของชนชั้นนำซึ่งเปลี่ยนไปตามอย่างกระฎุมพี

ความยิ่งใหญ่ของสุนทรภู่เป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง แม้ชีวิตจะมีความเกี่ยวข้องกับราชสำนัก แต่ช่วงเวลาแห่งการ ‘ตกอับ’ ทำให้ถูกผลักออกมาจากระบบ ด้วยเหตุนี้งานของสุนทรภู่จึงมีความเป็นอิสระ กลอนบทละครที่สุนทรภู่มักหยิบใช้ ตลอดจนถึงเนื้อหาไม่มีความลึกซึ้งมากนัก แค่เพียงอ่านหนังสือได้หรือมีคนอ่านให้ฟังก็เป็นที่เข้าใจได้ซึ่งเป็นความสนุกเพลิดเพลินอย่างง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องตีความอย่างลึกซึ้ง ประสบการณ์การเดินทางที่เล่าผ่านนิราศของสุนทรภู่เป็นสิ่งที่กระฎุมพีโหยหา (เป็นการผจญภัยอย่างย่อมๆ) หรือแม้กระทั่งตัวละครชื่อดังอย่างพระอภัยมณีที่แม้จะเป็นเลือดเนื้อกษัตริย์ แต่ความเก่งมาจากการศึกษาและเรียนรู้ตามประสบการณ์ ไม่ได้มาจากชาติกำเนิด มีความเป็นมนุษย์ซึ่งก่อความผิดพลาดได้ตามอย่างกระฎุมพีทั่วไป

แม้จะเกิดชนชั้นใหม่ซึ่งนิธิเรียกว่า ‘กระฎุมพีไทย’ ขึ้น แต่ก็เป็นกระฎุมพีซึ่งมีกลิ่นอายของ ‘ศักดินา’ อยู่ทั่วตัว แทบไม่มีการต่อสู้ คัดง้าง หรือสร้างรอยร้าวให้ระบบศักดินาเดิม แม้แต่กษัตริย์ซึ่งเป็นภาพแทนแห่งศักดินาก็ยังเป็น ‘กระฎุมพีไทย’ ในความหมายของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ด้วยเหตุนี้ระบบศักดินาไทยยังคงไร้การท้าทายและดำรงอยู่อย่างสถาพรมาได้อีกหลายชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตามการมองโลกตามจริง ความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล หรือวัฒนธรรมกระฎุมพีอย่างอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ย่อมเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์การเติบโตของกระฎุมพี ที่ถึงแม้จะไม่โค่นระบบศักดินาลงอย่างทันทีทันใด แต่ก็เป็น ‘แสงแรก’ ของการสถาปนาทุนนิยมในไทย

ปากไก่และใบเรือ รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาตร์ต้นรัตนโกสินทร์

ผู้เขียน: นิธิ เอียวศรีวงศ์

สำนักพิมพ์: อมรินทร์การพิมพ์

author

Random books