สะพรึง: โศกนาฏกรรมในนามของ ‘ความมั่นคง’ ?

สะพรึง: โศกนาฏกรรมในนามของ ‘ความมั่นคง’ ?

text: ณิศวร์ฐิตะ ทองน้อย

รถไฟเบรกแตกขบวนหนึ่งกำลังแล่นมาถึงทางแยกสองทาง ทางหนึ่งมีคนอยู่บนรางรถไฟ 1 คน อีกทางหนึ่งมีคนอยู่บนรางรถไฟ 5 คน ถ้าคุณเป็นคนขับ คุณมีทางเลือกอยู่สองทางว่าจะหันหัวรถไฟไปทางไหน ระหว่างพุ่งชนคน 1 คน หรือพุ่งชนคน 5 คน?

สำหรับใครที่เคยเรียนวิชาจริยศาสตร์หรือวิชานิติปรัชญามาบ้าง คงคุ้นเคยกับตัวอย่างคลาสสิกเรื่องรถไฟเบรกแตกนี้เป็นอย่างดี ภาวะทางสองแพร่ง (dilemma) อันน่ากระอักกระอ่วนใจ บททดลองทางความคิดที่ตั้งคำถามถึงจุดยืนทางศีลธรรมของแต่ละคน คำถามที่ดูเหมือนจะตอบได้ง่ายทันทีในเบื้องต้น แต่อาจเป็นการผจญภัยทางความคิดอันซับซ้อนเมื่อต้องยกเหตุผลมาสนับสนุนจุดยืนหรือข้อโต้แย้งของตัวเอง คำถามทำนองนี้จึงเป็นทั้งการตั้งคำถามถึงจุดยืนทางศีลธรรมของแต่ละคน (ซึ่งบางคนอาจจะไม่เคยล่วงรู้วิธีคิดทางศีลธรรมของตัวเองมาก่อน) และเป็นทั้งบทวิพากษ์ความคงเส้นคงวาทางหลักการในเงื่อนไขสถานการณ์อื่นที่ต่างออกไป

แฟร์ดินันด์ ฟอน ชีรัค (Ferdinand von Schirach) นักกฎหมายและนักเขียนชาวเยอรมัน เขียนบทละครเรื่อง สะพรึง (Terror) ขึ้นมาเพื่อตั้งคำถามในทำนองเดียวกัน บทละครเรื่องนี้มีพื้นฐานข้อเท็จจริงมาจากกฎหมายที่ชื่อ ‘รัฐบัญญัติความมั่นคงทางอากาศ’ (Luftssicherheitsgesetz) ของเยอรมนี ที่ถูกบัญญัติขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11 ในอเมริกา เหตุการณ์จี้เครื่องบินดังกล่าวได้สั่นสะเทือนหลักคิดเรื่องความมั่นคงของรัฐต่างๆ ไปทั่วโลก รวมถึงการตื่นตัวของประเทศต่างๆ ในการสรรหาวิธีที่จะรับมือกับการก่อการร้าย

หลักการของรัฐบัญญัติความมั่นคงทางอากาศนั้น หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือให้อำนาจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและกองทัพในการยิงเครื่องบินพาณิชย์ได้หากว่ามีเหตุการณ์จี้เครื่องบินเกิดขึ้น แต่ต่อมากฎหมายนี้ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะเนื่องจากขัดกับหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

ฉากของบทละครเรื่องนี้คือห้องพิจารณาคดีในศาล ตัวละครประกอบด้วย ผู้พิพากษา, จำเลย (พันตรีลาร์ส ค็อค), ทนายของจำเลย, อัยการ และพยานของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย เหตุการณ์ที่ทำให้พันตรีค็อคตกเป็นจำเลยในคดีนี้คือ เหตุการณ์ที่มีผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินของสายการบินลุฟฮันซา ซึ่งมีผู้ที่อยู่ในเครื่องบินทั้งหมด 164 คน เพื่อบังคับให้เครื่องบินลำนั้นพุ่งชนสนามฟุตบอลที่มีผู้ชมอยู่ในนั้น 70,000 คน พันตรีค็อคได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้นำเครื่องบินต่อสู้ออกไปบินประกบกับเครื่องบินลำดังกล่าวเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยมีคำสั่งจากผู้บัญชาการว่าห้ามยิงเครื่องบินเด็ดขาด แต่ทว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ในความคับขันของสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องตัดสินใจ พันตรีค็อคตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวโดยการยิงเครื่องบินลำนั้นก่อนที่มันจะพุ่งชนคน 70,000 คนในสนามฟุตบอล เป็นเหตุให้ทั้ง 164 ชีวิตบนเครื่องนั้นถึงแก่ความตายทันที

บทละครจำลองฉากในห้องพิจารณาคดีโดยมีตัวละครผู้พิพากษาทำหน้าที่เกริ่นนำและสื่อสารกับผู้อ่าน (หรือผู้ชม) เกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ในคดี โดยให้ผู้อ่านทำหน้าที่เป็นเสมือนคณะลูกขุนผู้พิพากษา รับฟังคำให้การ ข้อโต้แย้ง จากทั้งฝ่ายจำเลยและโจทก์ เพื่อร่วมกันลงคะแนนตัดสินว่าจะพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้องจำเลย

ด้วยความที่เป็นทั้งบทละครและเป็นฉากการว่าความในศาล สิ่งที่ตัวละครจะสื่อสารกับผู้อ่านได้จึงมีแต่เพียง ‘คำพูด’ เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำพูดที่ถูกจำกัดเอาไว้ด้วยกฎกติกามารยาทในศาลและผลประโยชน์แห่งการพิจารณาคดี คำพูดของตัวละครจึงเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังและถูกกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็ท้าทายให้ผู้อ่านจินตนาการย้อนกลับไปว่าตัวละครแต่ละตัวมีพื้นเพภูมิหลังทางความคิดอย่างไรจึงคิดและพูดแบบนั้น ในแง่นี้ การแสดง ‘ละคร’ และ ‘การว่าความในศาล’ จึงมีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งคือ ตัวละครแต่ละตัวต้องพูดไปตาม ‘บท’ ที่ตัวเองได้รับเป็นหลัก พูดได้เท่าที่บทอนุญาตให้พูด คำพูดนั้นจึงไม่สามารถสะท้อนตัวตนทั้งหมดของแต่ละคนได้ พลานุภาพของวรรณกรรมคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านได้จินตนาการต่อไปว่าตัวตนในศาล/ในละคร กับตัวตนนอกศาล/นอกละครนั้นสามารถแยกขาดจากกันได้หรือไม่ หรือตัวตนแต่ละส่วนนั้นทาบทับและสะท้อนโต้ตอบกันอย่างไร

ข้อถกเถียงสำคัญของคดีนี้คือ การชั่งน้ำหนักระหว่างชีวิตคน 164 : 70,000 หรือการเลือกทำลายชีวิตคนส่วนน้อยเพื่อรักษาชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นมีความชอบธรรมหรือไม่ ทนายของฝ่ายจำเลยอ้างถึงหลักการเรื่อง ‘การเลือกสิ่งที่ชั่วร้ายน้อยกว่า’ (lesser evil) เพื่อแก้ต่างให้กับการกระทำของพันตรีค็อค ซึ่งเป็นหลักคิดเดียวกับที่พันตรีค็อคใช้ตัดสินใจฝ่าฝืนคำสั่งห้ามยิง รวมถึงการอ้างหลักการเรื่อง ‘ความจำเป็นเหนือสถานการณ์ฉุกเฉิน’ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ฝ่ายความมั่นคงใช้อ้างความชอบธรรมให้กับ ‘รัฐบัญญัติความมั่นคงทางอากาศ’ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไป ในขณะที่ฝ่ายอัยการซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพันตรีค็อคโต้แย้งว่า ชีวิตคนแต่ละคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่สามารถนำมาชั่งน้ำหนักหรือตีค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ว่าควรเลือกฆ่าใครเพื่อรักษาชีวิตใคร คุณค่าดังกล่าวนี้ถูกรับรองเอาไว้ด้วยบทบัญญัติสำคัญในรัฐธรรมนูญว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะถูกล่วงละเมิดมิได้”

แน่นอนว่าข้อถกเถียงดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในคดีนี้ แต่เป็นข้อถกเถียงที่ขับเคี่ยวกันมาตลอดประวัติศาสตร์ความคิดด้านศีลธรรมและปรัชญา หลักการเรื่อง ‘การเลือกสิ่งที่ชั่วร้ายน้อยกว่า’ วางอยู่บนสำนักคิดทางปรัชญาแบบประโยชน์นิยม (utilitarianism) ที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์สุขมวลรวมของคนส่วนใหญ่ เป็นจริยศาสตร์แบบผลลัพธ์นิยม (consequentialism) ที่ให้ความชอบธรรมกับผลของการกระทำก่อนตัวการกระทำ ในขณะข้อโต้แย้งของฝ่ายอัยการและบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญวางอยู่บนหลักจริยศาสตร์เชิงหน้าที่ (duty ethics) ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะสิ่งที่มีเป้าหมายในตัวเอง ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อไปสู่เป้าหมายอื่นหรือปฏิบัติราวกับเป็นวัตถุสิ่งของ

ข้อถกเถียงดังกล่าวนอกจากจะท้าทายความคิดและเป็นการถกเถียงอันออกรสในตัวมันเองแล้ว สิ่งที่ทำให้บทละครเรื่องนี้สนุกอย่างยิ่งคือ การโต้แย้งกันระหว่างอัยการหญิงกับคู่ความฝ่ายจำเลย ซึ่งเปี่ยมด้วยลูกล่อลูกชนและไหวพริบอันชาญฉลาด เธอสามารถไล่ต้อนคู่ความให้จนมุมและเผลอแสดงความคิดเบื้องลึกของตนออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ทว่าในฉากที่เธอโต้แย้งกับพันตรีค็อคซึ่งเป็นจำเลย ก็ใช่ว่าจะง่ายดายนัก เพราะพันตรีค็อคเองก็สุขุม ฉลาด และเปี่ยมด้วยสติปัญญาไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากการที่พันตรีค็อคแทบไม่มีท่าทีตื่นกลัวเมื่อถูกซัก และยังสามารถโต้แย้งกลับด้วยตรรกะที่หนักแน่นพอๆ กัน ราวกับว่าอัยการกับจำเลยสลับกันหงายไพ่ความคิดของตนออกมาทีละใบจนกระทั่งไพ่หมดมือแล้วก็ยังไม่สามารถหักล้างเหตุผลของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์

อัยการกล่าวหาว่าพันตรีค็อคปฏิบัติกับคนทั้ง 164 ชีวิตบนเครื่องบินราวกับเป็นวัตถุสิ่งของ พันตรีค็อคก็ไม่ปฏิเสธว่านั่นเป็นความจริง เพราะในวิธีคิดของเขา (อันเป็นวิธีคิดแบบฝ่ายความมั่นคง?) ทั้ง 164 ชีวิตนั้นได้ถูกผู้ก่อการร้ายเปลี่ยนให้เป็น ‘อาวุธของการก่อการร้าย” แล้ว ดังนั้น ในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เขาจึงมีหน้าที่ต่อสู้กับอาวุธนั้น

พร้อมทั้งโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า การตีตก ‘รัฐบัญญัติความมั่นคงทางอากาศ’ ให้เป็นโมฆะเพราะขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น เท่ากับว่ารัฐได้วางอาวุธยอมแพ้ผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ต้น อันส่งผลให้รัฐตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายอย่างไม่มีทางสู้ และฝ่ายความมั่นคงเองก็ถูกคำวินิจฉัยนี้ถ่วงรั้งไว้จนแทบขยับตัวไม่ได้ นอกเสียจากยอมจำนนและเล่นไปตามเกมของผู้ก่อการร้ายเท่านั้น

ในมุมมองของพันตรีค็อคและฝ่ายความมั่นคง หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายจะปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพลเมืองทุกคนอย่างเสมอภาคกันนั้น ได้กลายเป็นจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้ผู้ก่อการร้ายใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐ เพราะผู้ก่อการร้ายย่อมจะจับพลเมืองส่วนหนึ่งเป็นตัวประกันอยู่แล้วเพราะรู้ว่ารัฐจะไม่ยอมแลกชีวิตคนคนหนึ่งเพื่อช่วยชีวิตคนส่วนใหญ่ที่เหลือ (หรือในกรณีนี้ก็คือ 164 : 70,000) เหตุผลในการคุ้มครองพลเมืองของรัฐจึงเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผู้ก่อการร้ายนำมาใช้ประทุษร้ายพลเมืองของรัฐเอง ดังนั้น จึงกลายเป็นความย้อนแย้งในตัวเองว่า หลักการที่ใช้ปกป้องพลเมืองของรัฐกลับกลายเป็นอาวุธที่ถูกใช้ทำร้ายพลเมืองของรัฐเสียเอง

อย่างไรก็ตาม ในข้อถกเถียงที่ดูจะเป็นงูกินหางและไร้ทางออก ผู้เขียนบทละครได้เพิ่มตัวแปรสำคัญเข้ามาอีกสองอย่างนั่นคือ คำถามของอัยการที่ว่า ในขณะที่กองทัพได้รับแจ้งว่ามีเหตุจี้เครื่องบินและได้รับคำสั่งให้ระงับเหตุดังกล่าวอย่างเร่งด่วนที่สุดนั้น เหตุใดจึงเหลือทางเลือกอันจำกัดแค่สองทางว่าจะฆ่าคน 164 คน หรือปล่อยให้คน 70,000 คนต้องตาย? ทั้งที่หากคำนวณเวลาดูแล้ว ฝ่ายความมั่นคงสามารถออกคำสั่งให้อพยพคนทั้ง 70,000 คนได้ทันเวลาก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งชน แต่ทว่ากลับไม่มีใครเฉลียวใจฉุกคิดถึงทางเลือกนี้ หรือในคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งเป็นภรรยาของหนึ่งในผู้เสียชีวิตบนเครื่องบิน ก็ได้ให้การว่าสามีของเธอส่งข้อความมาบอกว่าทุกคนบนเครื่องกำลังช่วยกันหาทางจัดการกับผู้ก่อการร้ายอยู่ ซึ่งถ้าพวกเขาทำได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่พันตรีค็อคจะต้องสังเวยทั้ง 164 ชีวิตของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

ทั้งสองกรณีนี้คือสิ่งที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่าวิธีคิดของฝ่ายความมั่นคงนั้นมีข้อจำกัดในตัวเอง แม้ฝ่ายความมั่นคงจะปัดความรับผิดชอบได้ว่าพันตรีค็อคฝ่าฝืนคำสั่งเอง แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนปัญหาในวิธีคิดเชิงระบบ/วิธีคิดเชิงสถาบันของหน่วยงานความมั่นคงเองด้วย วิธีคิดที่ถูกบดบังด้วยการครอบงำเชิงสถาบันได้กลายเป็นกับดักทางความคิดและสร้างทางเลือกลวง (false dilemma) ขึ้นมาจนมองไม่เห็นความเป็นไปได้อื่นๆ (หรือเลือกที่จะปัดทิ้งไปโดยง่ายเพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง?) และคิดว่าตัวเองมีสิทธิขาดสามารถชี้เป็นชี้ตายได้? วิธีคิดแบบฝ่ายความมั่นคงอาจสมเหตุสมผลเมื่อมองในแง่ความมั่นคง แต่ความมั่นคงเพียงอย่างเดียวไม่อาจโอบอุ้มทั้งสังคมเอาไว้ได้

ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินเป็นเรื่องสำคัญ และเพราะมันเป็นเรื่องสำคัญนี่เอง มันจึงสำคัญเกินกว่าจะถูกปล่อยให้อยู่ในมือของฝ่ายความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ความมั่นคงเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายที่ชอบอ้างแต่เรื่องความมั่นคง!

สะพรึง: จากความเกรี้ยวโกรธสู่กระบวนการยุติธรรม (Terror)

ผู้เขียน: แฟร์ดินันด์ ฟอน ชีรัค (Ferdinand von Schirach)
ผู้แปล: ศศิภา พฤกษฎาจันทร์
สำนักพิมพ์: Illuminations Editions

author

Random books