Dream Storeys: เมืองในฝัน (สลาย)

Dream Storeys: เมืองในฝัน (สลาย)

ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจของผู้เขียน แต่หากสังเกตให้ดี ตัวอักษรที่ประกอบเป็นคำว่า ‘Dream Storeys’ ชื่อผลงานรวมเรื่องสั้นชุดนี้ สามารถประสมกันออกมาได้เป็นอีกคำหนึ่ง (หรือจะเรียกว่ามีอีกคำหนึ่งซ่อนอยู่ในนั้นก็ได้) นั่นคือ คำว่า ‘Destroy’ (ทำลาย, ล้างผลาญ, พัง) ซึ่งนับว่ายั่วล้อกันดีกับภาพรวมของหนังสือเล่มนี้ ที่ภาพฝันอันสวยสดงดงามได้ซ่อนเงาทะมึนแห่งความพังพินาศเอาไว้เบื้องหลังประกายเจิดจ้าของมัน

Dream Storeys (หรือในชื่อภาษาไทยว่า จินตนาคาร) คือผลงานรวมเรื่องสั้นที่ คลาร่า ชาว (Clara Chow) นักเขียนชาวสิงคโปร์ รังสรรค์ขึ้นจากจินตนาการของสถาปนิกจำนวน 9 คน ที่เธอไปสัมภาษณ์เกี่ยวกับ ‘โครงการในฝัน’ ของพวกเขา แล้วนำเอาแนวคิดที่ได้จากแต่ละคนมาแต่งเป็นเรื่องสั้น โดยในแต่ละเรื่องผู้อ่านจะได้อ่านความคิดของสถาปนิกแต่ละคนจากบทสัมภาษณ์ของพวกเขาก่อน จากนั้นจึงค่อยตามด้วยเรื่องสั้นที่ต่อยอดจากความคิดนั้น ซึ่งเรื่องสั้นแต่ละเรื่องจะเป็นทั้งการสนทนา วิพากษ์ และโต้กลับความคิดเหล่านั้นไปด้วยในตัว จนอาจกล่าวได้ว่าหากจินตนาการของสถาปนิกแต่ละคนคือโลกยูโทเปีย (utopia) สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องสั้นแต่ละเรื่องซึ่งเป็นผลผลิตจากตัวมันก็คือโลกดิสโทเปีย (dystopia) ที่เป็นด้านกลับ (หรือด้านที่คาดไม่ถึง) ของจินตนาการนั้น

คลาร่า ชาว มักจะเริ่มสัมภาษณ์สถาปนิกแต่ละคนด้วยคำถามคล้ายๆ กัน

“คุณอยากสร้างอาคารอะไรในสิงคโปร์ ถ้าไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ งบประมาณ หลักฟิสิกส์ หรืออื่นๆ”

“หากคุณสามารถรื้อฟื้นโปรเจ็คต์ในอดีตของคุณที่ไม่มีโอกาสได้ทำขึ้นมาใหม่ โปรเจ็คต์นั้นคืออะไร”

“คุณคิดว่าหากอาคารในฝันของคุณมีจริง มันจะเปลี่ยนสิงคโปร์หรือคนสิงคโปร์ไปอย่างไรบ้าง”

คำถามเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปลุกเร้าจินตนาการของสถาปนิกทั้ง 9 คนเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงตัวตนของสถาปนิก สำนักคิดทางสถาปัตยกรรม และอุดมคติด้านการออกแบบที่แตกต่างกันของแต่ละคน

เยน เยน วู  (Yen Yen Wu) วิพากษ์ความคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้างจะต้องอยู่คงทนไร้กาลเวลา พร้อมทั้งเสนอว่าอาคารในฝันของเธอจะต้องมีอายุขัยที่จำกัด และถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่ย่อยสลายได้ “อาคารในฝันของฉันมีอัตราการตายแบบก้าวกระโดดจากการใช้งานของผู้อยู่อาศัย ทำให้อายุขัยของมันคู่ขนานไปกับอายุขัยของคน ด้วยวิธีนี้ อาคารนั้นจึงวิพากษ์ประเด็นที่ว่าเรารับรู้มุมมองเกี่ยวกับเวลาและสถาปัตยกรรมอย่างไร” (หน้า 16)

ชาง เจียต-ฮวี่ (Chang Jiat-Hwee) กล่าวถึงแนวคิดในการออกแบบที่ไม่เน้นรูปลักษณ์หรือดีไซน์สะดุดตาของอาคารมากเท่ากับคุณค่าทางสังคม ที่เกิดจากกระบวนการออกแบบร่วมกันของคนในชุมชน

ไมเคิล เลือง (Michael Leong) ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการออกแบบที่เน้นความสอดคล้องกลมกลืนกันระหว่างตัวอาคารกับภูมิทัศน์โดยรอบ “อาคารที่เน้นความสำคัญของตัวเอง แต่ทำให้สิ่งที่อยู่รอบๆ ดูน่าเกลียด ถือเป็นความล้มเหลว” (หน้า 110)

โอลิเวีย แท็ง (Olivia Tang) สนใจเรื่องการออกแบบเพื่อสังคม อาคารที่เชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน โครงการในฝันของเธอคือ การเอาศูนย์ดูแลคนชราและสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อให้คนชราและเด็กได้เรียนรู้ชีวิตและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน

ผลผลิตจากความคิดดังกล่าวจึงออกมาเป็นห้างสรรพสินค้าที่ย่อยสลายตัวเองได้ บ้านจดหมายเหตุที่สามารถบันทึกความทรงจำและประวัติของผู้อยู่อาศัย บ้านต้นไม้ที่เป็นทั้งศูนย์ดูแลคนชราและสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เมืองที่กลายเป็นเขตอนุรักษ์โครงกระดูกไดโนเสาร์ เครื่องเล่นมหัศจรรย์ที่เปิดโลกการผจญภัยของเด็ก ฯลฯ

แม้ความคิดเหล่านี้จะเป็นโจทย์ที่ท้าทายและเปี่ยมล้นด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ก็ดังที่ พอล วิริลิโอ (Paul Virilio) นักปรัชญาและนักทฤษฎีทางวัฒนธรรมชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า

“When you invent the ship, you also invent the shipwreck; when you invent the plane you also invent the plane crash; and when you invent electricity, you invent electrocution.”

การประดิษฐ์คิดค้นหรือสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาก็ตามย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้าง ‘อุบัติเหตุ’ จากสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยเสมอ เรื่องสั้นแต่ละเรื่องซึ่งเป็นผลผลิตจากความคิดเหล่านั้น คือสิ่งที่จินตนาการของสถาปนิกไม่ได้จินตนาการเอาไว้ โลกดิสโทเปียในเรื่องสั้นแต่ละเรื่องไม่ได้เกิดจากการนำเอาความคิดของสถาปนิกไปประยุกต์ใช้แล้วไม่สำเร็จ แต่ตรงกันข้าม ความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้ความคิดดังกล่าวต่างหากที่สร้างดิสโทเปียขึ้นมา

หากเรานิยามอย่างกว้างๆ ว่า สถาปัตยกรรมศาสตร์คือศาสตร์ที่ว่าด้วยการออกแบบและจัดการความสัมพันธ์ระหว่าง ‘พื้นที่’ กับ ‘คน’ สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการบริหารจัดการเสมอก็คือ ‘อำนาจ’ ทั้งอำนาจที่มาในรูปของรัฐ ทุน และเทคโนโลยี อำนาจแต่ละอย่างทำงานสอดประสานกันเป็นเนื้อเดียวในการเข้าไปครอบครองพื้นที่และจัดความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับผู้คน อาคารจึงไม่ใช่เพียงอาคาร แต่คือรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นผ่านกลไกอำนาจเหล่านั้น

เรื่องสั้นแต่ละเรื่องฉายให้เห็นชะตากรรมและการดิ้นรนของมนุษย์ในสภาวะเงื่อนไขต่างๆ ทั้งในฐานะคนตัวเล็กตัวน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่ได้รับผลจากโครงการในฝันเหล่านั้น และในฐานะของสถาปนิกผู้สร้างสรรค์ที่ได้รับผลจากโครงการในฝันของตัวเอง

ในเรื่อง ห้างสรรพสินค้า (The Mall) อาคารห้างสรรพสินค้าที่ย่อยสลายตัวเองได้ กลับกดทับตัวตนของผู้อยู่อาศัย ความหมดอาลัยตายอยากของตัวละครถูกขับเน้นผ่านความเสื่อมโทรมของอาคารที่กำลังจะสิ้นอายุขัย สภาพเปื่อยยุ่ยลอกล่อนของมันแทนที่จะสะท้อนอุดมคติทางสถาปัตยกรรมของผู้ออกแบบ กลับกลายเป็นความอัปลักษณ์ของเมืองจนต้องถูกสร้างในทำเลที่พ้นหูพ้นตาคน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีผู้ประท้วงว่าอาคารที่ย่อยสลายตัวเองได้นี้ได้ทำลายปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถาปัตยกรรม ทำลายความทรงจำร่วมกันของผู้คนในสังคม

ในเรื่อง ภูเขา (The Mountain) เครื่องเล่นเด็กที่เป็นประดิษฐกรรมความสร้างสรรค์ของสถาปนิก กลับนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ทำให้เด็กหลายคนหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา สถาปนิกที่ออกแบบถูกดำเนินคดีในข้อหาลักพาตัวเด็ก

ในเรื่อง มนุษย์ถ้ำ (Cave Man) แนวคิดในการพัฒนาเมืองได้ก่อให้เกิดการแบ่งเมือง (และแบ่งชนชั้น) เป็นเมืองบนดินกับเมืองใต้ดิน เมืองใต้ดินคือสภาพความเป็นอยู่อันคับแคบและจำกัดจำเขี่ยของบรรดา ‘มนุษย์ถ้ำ’ พลเมืองชั้นสองที่ต้องทำงานตรากตรำเพื่อที่วันหนึ่งจะได้ถีบตัวเองขึ้นไปมีชีวิตอยู่กับอากาศปลอดโปร่งและทิวทัศน์งามตาของเมืองบนดิน

ในเรื่อง เหลือแต่กระดูก (Bare Bones) การค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ทำให้เมืองทั้งเมืองกลายสภาพเป็นเขตอนุรักษ์ กลายเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และกลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศ แต่ขณะเดียวกันผู้คนจำนวนมหาศาลก็ต้องถูกไล่ที่ตามแผนเวนคืนที่ดินทั่วประเทศเพื่อสร้างถิ่นที่อยู่ของไดโนเสาร์

ในเรื่อง ลานจอดรถ (The Car Park) ทายาทของสถาปนิกผู้ออกแบบลานจอดรถสุดล้ำ ต้องเป็นประจักษ์พยานต่อความเปลี่ยนแปลง เมื่อลานจอดรถที่เป็นผลงานการออกแบบของบิดา ลานจอดรถที่เป็นดั่งอนุสรณ์ของความทรงจำส่วนตัวกำลังจะถูกรื้อออกไป

ในเรื่อง บ้านในฝัน (Dream Storeys) ผู้อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบบ้านของตัวเองด้วยการมอบข้อมูลส่วนตัวและรสนิยมการใช้ชีวิตให้กับบริษัทออกแบบ เพื่อให้สถาปนิกนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์และสร้างสรรค์ออกมาเป็นบ้านที่ตรงตามความต้องการของผู้อาศัย แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับกลายเป็นตรงกันข้าม

ในเรื่อง บ้านจดหมายเหตุ (Archive House) ความก้าวล้ำของเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้เข้ามาปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับที่อยู่อาศัย ตัวละครชายชราต้องอาศัยอยู่ในสมาร์ทโฮมที่หลานชายผู้เป็นสถาปนิกออกแบบให้ บ้านที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกซึ่งมาพร้อมกับอุปกรณ์สอดส่องและบันทึกข้อมูลของผู้ใช้อย่างละเอียดยิบ แล้วนำผลที่ได้ไปผลิตเป็นผลงานชีวประวัติส่วนตัว แต่ความไม่เสถียรของเทคโนโลยีและความลุแก่อำนาจของมันกลับสร้างผลลัพธ์ด้านมืดให้แก่มนุษย์อย่างคาดไม่ถึง

ในเรื่อง บ้านต้นไม้ (Tree House) บ้านต้นไม้ที่เป็นมรดกตกทอดของมหาเศรษฐี ถูกใช้เป็นศูนย์ดูแลคนชราและสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ต่อมาเกิดโศกนาฏกรรมที่ทำให้บ้านต้นไม้ต้องปิดตัวลง

ในเรื่อง ต้องการน้อยลง (Want Less) นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งคิดค้นวัคซีนที่สามารถลดความต้องการของมนุษย์ได้ แต่เขาตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับมัน เรื่องราวถูกเล่าออกมาในรูปแบบ what if ที่นำเสนอความเป็นไปได้ในแบบต่างๆ ว่าแต่ละเส้นทางที่เลือกจะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบใดได้บ้าง

ในเรื่อง กงล้อ (The Wheel) ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ถูกใช้เป็นคุกลอยฟ้ากักขังนักโทษการเมือง แนวคิดเรือนจำแบบ Panopticon ถูกประยุกต์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนให้คุกลอยฟ้ามาตั้งอยู่กลางเมือง นักโทษถูกควบคุมด้วยสายตาของคนทั้งเมือง กลายเป็นสวนสัตว์มนุษย์สุดพิลึกพิลั่น

จุดเด่นของเรื่องสั้นแต่ละเรื่องคือการฉายให้เห็นว่า แนวคิดทางสถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นไม่สามารถแยกออกจากระบบการเมือง สังคม และอุดมการณ์ที่คอยกำกับตัวมัน บางครั้งมันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกลไกอำนาจที่รัฐและผู้ปกครองใช้ควบคุม แบ่งแยก และเบียดขับคนออกไปจากพื้นที่ ความไร้เดียงสาของความฝันถูกยอกย้อนทิ่มแทงด้วยภาพความจริงอันโหดร้ายเมื่ออุดมคติทางสถาปัตยกรรมไม่อาจปลดปล่อยผู้คน แต่กลับจองจำผู้คนไว้ภายใต้หอคอยงาช้างของตัวมัน ยูโทเปียของใครคนหนึ่งที่เคยเป็นความหรูหราบรรเจิด กลับกลายเป็นเพียงเศษซากความฝันที่ไม่มีใครต้องการเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมจะจัดการกับความฝันที่ไม่มีใครต้องการอีกแล้วอย่างไรในเมื่อไม่มีใครฝันถึงมันอีกต่อไป หลากหลายชะตากรรมในเรื่องสั้นเล่มนี้จึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากผู้คนที่ถูกทอดทิ้งไว้กับอุดมคติที่ถูกทอดทิ้ง

เรื่องสั้นแต่ละเรื่องไม่ได้เป็นผลผลิตจากโครงการในฝันของสถาปนิกอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นทั้งส่วนต่อขยายและเป็นอิสระในตัวเองอยู่พอสมควร เมื่อผ่านกระบวนการตีความและดัดแปลงไปเป็นเรื่องสั้นแล้วก็ยากจะบอกได้ว่าแต่ละเรื่องเกิดจากสัดส่วนความคิดที่เป็นต้นทางมากน้อยแค่ไหน บางความคิดอาจถูกแปรรูปไปจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม หรือส่วนที่เหลือเค้าโครงเดิมอย่างเลือนรางจะนับได้หรือไม่ว่ายังเป็นสิ่งเดียวกับความคิดต้นทางอยู่

ในขณะเดียวกัน เมื่อผู้เขียนตั้งโจทย์ให้สถาปนิกแต่ละคนสามารถวาดฝันถึงโครงการของตนได้อย่างเป็น ‘อิสระ’ ก็ชวนให้เราตั้งคำถามต่อไปด้วยว่าความเป็นอิสระนั้นวางอยู่บนเงื่อนไขใด ความสร้างสรรค์ดังกล่าวเป็นผลผลิตของอุดมการณ์ชนิดใด สามารถถูกนำไปรับใช้อุดมการณ์ตรงกันข้ามกับมันได้หรือไม่ ฯลฯ คำถามเหล่านี้กลายเป็นทั้งการจำลองให้เห็น ‘กระบวนการทำงาน’ ของสถาปนิก และขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามถึง ‘คุณค่า’ ของผลงานหรือความสร้างสรรค์หลังจากที่มันถูกนำไปใช้งานจริง

ด้วยความที่ คลาร่า ชาว ไม่ได้เป็นคนในแวดวงสถาปนิก (อาชีพของเธอคือผู้สื่อข่าว) จึงเป็นความท้าทายด้วยว่าเมื่อความคิดของคนในแวดวงถูกมองผ่านสายตาของคนนอกแวดวง จะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยสายตาแบบไหน กรอบคิดเชิงสถาบันของ ‘คนใน’ เมื่อถูกตรวจสอบและวิพากษ์โดย ‘คนนอก’ จะเผยให้เห็นข้อจำกัดและความแตกต่างด้านมุมมองอย่างไร สายตาของวรรณกรรมจะเข้าไป ‘รื้อ-สร้าง’ และ ‘สนทนา’ กับความคิดเหล่านั้นอย่างไรโดยไม่ให้เป็นการตั้งแง่ตัดสินจากมุมเดียว

เมื่ออ่านเรื่องสั้นเล่มนี้จบลง เราอาจจินตนาการต่อไปได้อีกว่าจะเป็นอย่างไรถ้า ‘อุดมคติ’ ของแวดวงหรือสถาบันทางสังคมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์/สาธารณสุข วงการการศึกษา วงการกฎหมาย วงการวิทยาศาสตร์ วงการทหาร/ตำรวจ วงการธุรกิจ ฯลฯ ถูกวิพากษ์เช่นนี้บ้าง เพราะสถาบันทางสังคมเหล่านี้ก็ผลิตอุดมคติหรืออุดมการณ์ของมันออกมา ‘ออกแบบ’ สังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเช่นกัน มิหนำซ้ำ ‘โครงสร้าง’ ของมันก็ไม่ใช่โครงสร้างที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่าเหมือนอย่างโครงสร้างของตึกอาคารด้วย

จริงอยู่ที่เราอาจจะรู้สึกว่าหลายครั้งผู้เขียนมองโลกในแง่ร้ายเกินไป หรือจินตนาการถึงสถานการณ์แบบ worst-case scenario มากเกินไปจนบดบังคุณค่าและจินตนาการของสถาปนิก แต่ในทางกลับกัน เราก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าแม้แต่ในสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบที่สุด ประสบความสำเร็จที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ฝากริ้วรอยบาดแผลหรือผลกระทบต่อชีวิตผู้คน วรรณกรรมแนวดิสโทเปียไม่ได้บอกเล่าถึงผลกระทบจากยูโทเปียที่ผุพังล่มสลายเสมอไป เพราะหลายครั้งความสำเร็จของโลกยูโทเปียต่างหากที่สร้างดิสโทเปียขึ้นมา

จินตนาคาร (Dream Storeys)

คลาร่า ชาว (Clara Chow) เขียน
ณัฐกานต์ อมาตยกุล แปล
สำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์

 

author

Random books