ด้วยรักและผุพัง (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์): ด้วยรักและจารีต

ด้วยรักและผุพัง (นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์): ด้วยรักและจารีต

เราอาจสรุปโดยง่ายได้ว่ามันคือเรื่องของวันรวมญาติ พิธีไหว้บรรพบุรุษ งานแต่งงาน การไปเที่ยวทั้งครอบครัว งานพิธีกรรมในชุมชน  ความเป็นครอบครัวใหญ่ การเป็นลูกชาย การเป็นลูกจีน ในโลกที่ทุกอย่างถูกห่อหุ้มด้วยสีแดงแห่งความมงคล 

รวมเรื่องสั้น 11 เรื่องในธีมหลักความเป็นครอบครัวคนจีนนี้ ประกอบด้วยเรื่องราวอย่างเช่น ถ้อยคำที่ร่วงหล่นออกจากตัวคนตกลงพื้นแล้วแตกสลายไปทีละน้อย  หลานชายที่ถูกคนอื่นเข้ามาครอบครองร่าง ภรรยาที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรผลิตลูกชาย แม่ที่จำได้แต่ลูกชายที่ตายไปแล้ว พี่สาวกับน้องชายที่ต้องกลายเป็นคู่ปรับเพราะการรักลูกไม่เท่ากัน พิธีไหว้บรรพบุรุษที่จะพลาดไม่ได้แม้แต่เพียงน้อย คู่รักดาวร้ายที่ต้องพรากจากกันเพราะชุดสีแดงชุดหนึ่ง บทสนทนากับคนตาย และผู้ชายที่ต้องแต่งงานเพื่อครอบครัวในขณะที่เขามองหาใบหน้าเขาอีกคนในฝูงชน

กล่าวอย่างง่ายนี่คือหนังสือรวมเรื่องสั้นที่มีประเด็นหลักชัดเจนจนแทบน่าเบื่อว่าด้วยความอึดอัดคับข้องของการเป็นลูกจีน ความเคร่งครัดของวัฒนธรรมขงจื๊อที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ความเป็นชุมชน ความเป็นครอบครัว และการเชิดชูสภาวะชายเป็นใหญ่ นี่ไม่ใช่เรื่องราวใหม่ มีงานวรรณกรรม ภาพยนตร์​ ดนตรี จำนวนมากต่อมากที่พูดเรื่องนี้ ทั้งในพื้นที่ที่ความเป็นของจื๊อยังเข้มข้นอย่างในเอเซียไกลทั้งหลาย มาจนถึงโลกของบรรดาจีนอพยพตลอดภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแม้แต่สังคมคนจีนในประเทศตะวันตก

มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเขียนเรื่องใหม่ๆ ในพื้นที่ที่ถูกสำรวจจนหมดสิ้นในแทบทุกแง่มุมไปแล้ว ความเป็นหญิง ความเป็น LGBT ความเป็นลูกชายคนโต ความเป็นลูกสะใภ้ ความเป็นพี่น้อง ความเป็นแม่ ความเป็นเมีย ความเป็นคนแก่ ความเป็นคนหนุ่มสาว ทุกอย่างมีคนเล่าไว้ล่วงหน้า เราจึงอาจบอกได้ว่า นี่ไม่ใช่รวมเรื่องสั้นที่น่าตื่นเต้นนัก และในฐานะรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของนักเขียน นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ เราก็ยังเห็นความมือใหม่ ความกระท่อนกระแท่นในการเขียนหลายเรื่อง อาจจะมีคุณภาพของภาษาและสำนวนรวมไปถึงการสร้างโลกไม่ดีนัก เรื่องสั้นอย่าง ‘งานเฉลิมฉลองสีแดง’ และ ‘ผู้ให้กำเนิด’  ดูจะเป็นตัวแทนของเรื่องสั้นเชิงสัญญะที่พยายามสร้างโลกเกินจริงเพื่อใช้อธิบายสิ่งอื่น ความสัญญะมากไปของเรื่องทำให้โครงสร้าง ‘โลก’ ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งชุมชนปิด และห้องปิด กลายเป็นโลกที่บางเบาไร้น้ำหนักในตัวมันเอง จนเราไม่สามารถจะยอมรับตรรกะของโลกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะคล้อยตามตัวบทที่ดำเนินไปในโลกเฉพาะนั้นได้

อย่างไรก็ดี ภายใต้การสำรวจสิ่งที่เคยถูกสำรวจไปแล้ว ‘ด้วยรักและผุพัง’ ก็ยังสามารถมอบสายตาสดใหม่ที่น่าสนใจให้พูดถึงอยู่ไม่น้อย ประการแรกคือการที่ เรื่องสั้นเกือบทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของคนหนุ่มสาวโดยตรง ส่วนหนึ่งมีตัวละครหลักเป็นคนรุ่นผู้ใหญ่ เช่น หญิงชราที่รอการกลับมาของครอบครัว ใน ‘วันที่ครอบครัวกลับบ้าน’ หรือบรรดาลุงๆ ป้าๆ ที่คอยเฝ้ามอง กดดัน สั่งสอน ทำลายล้างหลานชายของตน ใน ‘หลานชายคนโปรด’  ชายวัยกลางคนรุ่นลุงที่ตกค้างอยู่ในแอกของการเป็นลูกคนโตที่ต้องประกอบพิธีไหว้ป๊าให้ถูกต้อง ใน ‘ป๊าบอกว่า’ หรือ ชายคนที่หวนรำลึกถึงอดีตในวันแต่งงานของลูกสาว ใน ‘คุณ ฝนพรำ และแมวสีดำ’

ในอีกทางหนึ่งหากไม่นับ ‘งานเฉลิมฉลองสีแดง’ และ ‘ผู้ให้กำเนิด’  ก็มีเพียง ‘เราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส’ ที่ว่าด้วยการแต่งงานตามใจพ่อ ในขณะที่เจ้าบ่าวรักอยู่กับผู้ชายอีกคน และ ‘น้ำตกใจสลาย’ ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของแม่ที่จำลูกสาวตัวเองไม่ได้ จำได้ก็แต่ลูกชายที่ตายไป เท่านั้นที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยตรงกับคนหนุ่มสาว 

และส่วนสุดท้าย คือเรื่องที่ตัวละครหนุ่มสาวกลายเป็นเพียง ‘พยานรู้เห็น’ ความเป็นไปของผู้ใหญ่ในบ้าน ทั้งผม ผู้เฝ้าดูแลแม่ที่กำลังสูญเสียคำจีนออกจากตัวอย่างช้าๆใน ‘ถ้อยคำที่ร่วงหล่น’ หรือทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์แม่ผู้ล่วงลับใน  ‘Pieces เศษเสี้ยวบทสนทนา ความทรงจำ’ หรือแม้แต่การเฝ้าสังเกตว่าตัวเองเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ทำให้ชีวิตของพี่สาวต้องพังลงใน ‘พี่สาวของผม’  เราอาจบอกได้ว่านี่คือระดับสายตาของผู้เขียนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น ‘รุ่นที่สาม/สี่’ ของคนจีนอพยพ กล่าวให้ถูกต้องคือผู้คนรุ่นที่ไม่มีความผูกพันกับเมืองจีน พ่อแม่ของพวกเขาก็เกิดในเมืองไทย มีแต่คนรุ่นพ่อแม่ของพ่อแม่ที่เป็นจีนอพยพรุ่นแรก 

มันจึงไม่มีความถวิลหาบ้านเกิดอยู่ในเรื่องเล่าเหล่านี้  ความเข้ากันไม่ได้หรือความแตกต่างระหว่างคนจีนอพยพกับคนไทยแท้ๆ แบบที่คนจีนอพยพในหลายประเทศต้องเผชิญกับปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติก็ไม่มีอยู่ (อาจจะยกเว้นเพียงในเรื่อง ‘คุณ, ฝนพรำ และแมวสีดำ’ ที่แตะต้องเรื่องนี้ แต่ก็ในฐานะของอดีตที่จบสิ้นลงไปแล้วในการหวนรำลึกถึงคนรักเก่า) ในทางหนึ่งเราอาจบอกได้ว่าสังคมไทยนับเป็นสังคมที่หลอมรวม/กลืนกิน คนจีนอพยพได้อย่างแนบเนียนที่สุด ทั้งผ่านทางการบังคับเรียนภาษา การเปลี่ยนนามสกุล การสร้างความเป็นไทย และการต่อรองของคนจีนอพยพรุ่นก่อนหน้าที่กลายมาเป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจ ในประเทศที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองร้อยปีในการเปลี่ยนโจรอั้งยี่ไปสู่การเป็นลูกจีนรักชาติ แม้ว่ารวมเรื่องสั้นชุดนี้ (และบทความนี้) อาจจะลดทอนความซับซ้อนในการกลืน/กลาย จากคนจีนอพยพไปสู่การเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ที่เป็นชนชั้นกลางใหม่ของสังคมไทย แต่ตัวเรื่องสั้นนี้ได้เผยให้เห็นว่า ในมิติทางการเมือง การไม่มีมิติทางการเมืองเลยในทุกปัญหาที่ตัวละครประสบพบเจอ กลายเป็นภาพแทนลูกจีนในสังคมไทยที่ต่างออกไปจากลูกจีนอพยพในที่อื่นๆ อย่างน่าสนใจยิ่ง

ปัญหาของตัวละคร จึงเป็นเรื่องปัญหาของการตกค้างของแนวคิดขงจื๊อ ที่ยังสถิตย์สถาพรแผ่ไพศาลไปในหมู่ชาวจีนทั่วโลกในระดับรากลึก จนแม้แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ การเชื่อมั่นในครอบครัว ชุมชน หรือการบูชาลัทธิชายเป็นใหญ่ กลายเป็นปัญหาหลักของตัวละครต่างๆ ในเรื่องสั้นชุดนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เอาเข้าจริงคนในรุ่นที่สามและสี่นี้ก็เป็นเพียงพยานรู้เห็นมากกว่าผูได้รับผลกระทบโดยแท้จริง เรื่องสั้นเกือบทั้งหมดในชุดนี้จึงเป็นการมองกลับไปอย่างมีระยะห่าง สายตาในภาพรวมของเรื่องทั้งหมด อาจจะสอดพ้องกับสายตาของ ‘ผม’ ในเรื่อง ‘พี่สาวของผม’ และสายตาของ มิค น้องเล็กที่ยอมตามทุกอย่าง มิคคนที่

“เรียนจบออกมาด้วยผลการเรียนที่ไม่โดดเด่น  เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆไปตามน้ำโดยไม่จริงจังอะไร แต่เมื่อเรียนจบก็ได้งานทันที น่าจะเป็นเพราะช่วงนั้นบริษัทส่วนใหญ่กำลังขาดแรงงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ แล้วมิคก็ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบเรื่อยมา ไม่เคยเอ่ยปากว่าเดือดร้อนเรื่องเงิน ซุ่นจึงคิดว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงมากนัก” 

คนที่เอาตัวรอดได้ดีและอยู่ห่างไกลจากการต่อต้านขนบของครอบครัวใน ‘ป๊าบอกว่า’ 

ในขณะที่คนรุ่นย่ายาย อยู่ในโลกที่อุดมคติ เป็นเหมือนบ้านที่ไกลออกไป 

 

“หล่อนมองเห็นวัยเยาว์ หล่อนมองเห็นความสุข  หล่นอมองเห็นการอยู่ร่วมกัน หล่อนมองเห็นสิ่งที่ตนเองสูญเสียไป และอาจไม่มีวันได้รับมันอีก”

วันที่ครอบครัวกลับบ้าน – หน้า35

 

“ผมหยิบมันขึ้นมา จึงเห็นว่าเป็นตัวอักษรจีนที่ไม่คุ้นตา ผิวสัมผัสเหมือนกระดาษ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงความสากของชีวิต พลิกดูได้สักพัก สีของมันก็เริ่มจางลง จากดำสนิท เป็นสีน้ำตาลเข้ม สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลอมเหลือง ขณะเปลี่ยนสี มันค่อยๆ ผุกร่อน แตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน

โดยไม่ทันรู้ตัว ตัวอักษรในมือผมก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ และเมื่อร่องรอยทุกสิ่งสลายหมดสิ้น แม่ก็ลืมตาตื่น-การตื่นฉับพลันราวการร่วงหล่นจากความฝัน”

ถ้อยคำที่ร่วงหล่น – หน้า 45 

 

คนรุ่นพ่อแม่ก็ต้องมีชีวิตอยู่กับการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างโลกสมัยใหม่กับความเป็นจีนในอดีต คนรุ่นนี้ถูกทำลายด้วยจารีตเคร่งครัดเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็รับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ในรูปรอยของแบบฝึกหัดของชีวิตที่ถูกทำนองคลองธรรม ยอมทั้งฝ่าฝืน ตกเป็นเหยื่อ และถูกมันกลืนกินเข้าไปกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันเช่นเดียวกับเด็กชายที่เรียนรู้การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผ่านการใช้มีดใน ‘งานเฉลิมฉลองสีแดง’ และบรรดาตัวละครเหล่านี้ 

 

“เขาต้องเป็นคนจัดการทั้งหมดนี้ เขาต้องคอยต้อนให้น้องๆ มาไหว้ป๊าทุกปี เขาต้องเตรียมการทุกอย่าง เขาต้องจดจำลำดับที่ป๊าเป็นคนบอกคนเดียว เพราะไม่มีใครสนใจ”

ป๊าบอกว่า – หน้า 142

 

“รู้มั้ย ตอนที่คบกัน ม้าเคยคิดว่าถ้าเขาเอ่ยปากขอแต่งงานเมื่อไหร่ ม้าต้องกรี๊ดลั่นด้วยความดีใจแน่ๆ แล้วก็คงจะรีบวิ่งแจ้นไปตัดชุดเจ้าสาวแทบไม่ทัน แต่พอเขาเอ่ยปากขึ้นมาจริงๆ ม้ารู้สึกเสียใจด้วยซ้ำ ว่าทำไมเขาต้องมาขอเอาตอนนี้ ตอนที่เฮียยังไมได้แต่งงาน ไม่ใช่ตอนที่ม้าพร้อมจะแต่งงานกับเขาได้ โดยที่ผ่อกับก้งอนุญาต”

Pieces  เศษเสี้ยว บทสนทนา ความทรงจำ – หน้า 259

 

แต่ในคนรุ่นต่อมา ที่เชื้อชาติ เศรษฐกิจ ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป พวกเขาได้รับสิทธิ์ให้ถอยออกมามองปัญหาของคนรุ่นพ่อแม่จากที่ไกล ในฐานะเดียวกับพลเมืองชนชั้นกลางทั่วโลก

 

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยคุยกันถึงวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูเรา สิ่งที่พ่อแม่ปฏิบัติและไม่ปฏิบัติกับผม และเช่นเดียวกัน สิ่งที่พี่ได้รับ และไม่เคยได้รับ แต่มีประโยชน์อันใดที่จะพูดถึงสิ่งเหล่านั้นในตอนนี้ 

เรามักจะระลึกถึงบางสิ่ง เมื่อมันไม่ได้อยู่ในชีวิตเราอีกต่อไป แล้วคำพูดทั้งหลายก็จะกลายเป็นเพียงเสียงแผ่วเบาในห้องกว้างไร้ก้นที่เรียกว่าจิตใจ 

รอวันถูกลบเลือนก็เท่านั้น”

พี่สาวของผม – หน้า 244

 

แต่ก็แน่นอนว่าจารีตแบบเดิมแม้คลายตัวลงแต่ก็ยังดำรงคงอยู่ บางคนอาจจะโชคดี ซึ่งก็แน่นอนว่าบางคนอย่างตัวละคร เจ้าบ่าว ใน ‘เราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส’ นั้นไม่

 

“พิธีกรเริ่มด้วยการกล่าวว่าบ่าวสาวดูเป็นคู่ที่เหมาะสมและมีความสุขเมื่ออยู่ด้วยกันมากขนาดไหนชายหนุ่มรับรู้ถึงสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมาทางเขาและเธอความร้อนแล่นวาบผ่านทั่วกาย เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพราะแอลกอฮอล์แม้วันนี้จะตกเป็นเป้าสายตามาทั้งวันแต่การถูกจ้องมองแต่ละครั้งก็เหมือนการส่งกระแสไฟฟ้าแล่นเข้าร่าง เขารู้สึกเหมือนเป็นผู้กระทำผิดกลางวงล้อมของฝูงชนผู้โกรธขึ้ง”

– หน้า 188

 

เรื่องราวทั้งหมดในเรื่องสั้นชุดนี้จึงเป็นโทนของความหม่นหมองของการมองย้อนกลับไปตามร่องรอยบาดแผลที่ผู้คนถูกกดทับจากจารีตของตน

กล่าวในเชิงกลวิธี แม้เรื่องสั้นบางเรื่องในเล่มนี้อาจจะอ่อนด้อยกว่าเรื่องอื่น แต่หลายเรื่องในเล่มนี้ก็สามารถค้นลึกลงไปในจิตใจของตัวละครอย่างน่าสนใจ เรื่องสั้นอย่าง ‘ป๊าบอกว่า’ จดจ่ออยู่กับควมรู้สึกผิดของพี่ชายคนโต ในฉากหลังของงานไหว้บรรพบุรุษ เมื่ออำนาจที่เขาได้รับมากลายเป็นทั้งภาระและการลงทัณฑ์ ในเรื่องอื่น ตัวละครอย่างเขาอาจเป็นผู้กระทำกับบรรดาน้องๆ แต่เมื่อเรื่องหมุนมาโฟกัสที่ความรู้สึกผิดหลายระดับในจิตใจของเขา มันก็ทำให้น้ำหนักของมนุษย์ลุงลูกจีนบ้าอำนาจเป็นการถูกกดทับโดยอำนาจของตนเสียเอง เช่นเดียวกับ ‘เราล้วนรื่นรมย์ในงานฉลองมงคลสมรส’   ก็พุ่งเป้าไปในฉากหลังของงานแต่งงาน และความรู้สึกผิดตลอดเวลาที่เขาได้พบ ผิดต่อหญิงสาว ต่อพ่อ ต่อคนรัก และต่อความผิดที่ผิดทางของสังคม 

ในขณะที่เรื่องที่มีระยะไกลออกไปอีกนิด และเป็นเรื่องสั้นที่จัดได้ว่าถึงพริกถึงขิงที่สุดในเล่มอย่าง ‘หลานชายคนโปรด’ การปิดกั้นรู้สึกนึกคิดของตัว ‘หลานชาย’ จากผู้อ่าน กลายเป็นการวางระเบิดเวลาที่งดงาม เช่นเดียวกับการเปิดเผยแต่ปิดกั้นความรู้สึกที่แท้ของลูกสาว ทั้งใน ‘น้ำตกใจสลาย’ และ ‘พี่สาวของผม’ การไม่ให้พูด พูดไม่ได้ ไม่ถูกพูด ของตัวละครหลานชาย(ที่ตลอดทั้งเรื่องเป็นเพียงวัตถุแห่งปรารถนาของบรรดาญาติๆ) พี่สาว (ที่ถูกเล่าผ่านสายตาของน้องชาย) และลูกสาว (ที่เป็นผู้เล่าและตลอดการเล่าก็ย้ำอยู่ในการถูกลืมของตน) นี้นำไปสู่ผลลัพทธ์ที่ทรงพลังในการตอบโต้จารีตที่กดทับลงมา ทั้งการคาดหวังที่มากเกินไป และการไม่ให้ความสำคัญ 

แม้จะเป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรก และแม้จะสำรวจประเด็นที่ตัวเองตั้งขึ้นได้ไม่ลึกหรือหลากหลายมากนัก แต่ ‘ด้วยรักและผุพัง’ ก็มีดีในตัวมันเอง และทำให้เราตื่นเต้นที่จะติดตามงานชิ้นต่อไป

 

ด้วยรักและผุพัง

ผู้เขียน นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์

สำนักพิมพ์ SALMON BOOKS

author

Random books