บ้านที่กลับไม่ได้: ผู้ยากไร้ใต้ถุนไข่มุกบูรพา 

บ้านที่กลับไม่ได้: ผู้ยากไร้ใต้ถุนไข่มุกบูรพา 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ไทยและฟิลิปปินส์ออกจะคล้ายคลึงกันในแง่พัฒนาการประชาธิปไตย และดูเหมือนสองชาตินี้จะเผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน นั่นคือยืนอยู่ในปีกเสรีประชาธิปไตยที่เต็มไปด้วยการรัฐประหารตลอดหน้าประวัติศาสตร์ ท่ามกลางการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่คนที่เก็บเกี่ยวดอกผลเหล่านี้ ในฟิลิปปินส์อาจจะเป็นกองทัพและตระกูลการเมืองไม่กี่กลุ่ม ขณะที่ไทยอาจจะหมายถึงกองทัพและชนชั้นนำจารีต

รวมถึงการแตกตัวทางชนชั้นของชนชั้นกลางไทยและฟิลิปปินส์ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เมื่อจิตสำนึกของชนชั้นกลางระดับบนมีลักษณะอนุรักษนิยมที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และสนับสนุนการคอร์รัปชันในอีกรูปแบบ จนก่อตัวเป็นปัญหาสังคม เศรษฐกิจ ที่อาจจะทำให้หลายชีวิตต้องสูญเสียที่ดิน ทรัพย์สินส่วนตัว รวมถึง ‘บ้าน’ ที่นับว่าเป็นส่วนสำคัญในชีวิตคน

ครั้งหนึ่ง บุญเลิศ วิเศษปรีชา ให้สัมภาษณ์กับ WAY ถึงประสบการณ์ที่เขาเข้าไปใช้ชีวิตกับคนไร้บ้านใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ โดยอาศัยแนวทางมานุษยวิทยาเพื่อพิจารณาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’

บุญเลิศพบว่า คนฟิลิปปินส์มีระดับความเอ็นจอยในชีวิตมากที่สุด เหตุผลเพราะสังคมฟิลิปปินส์เป็นสังคมที่ไม่เครียด ตกงานก็ไม่เครียด ดูข่าวไฟไหม้ในโทรทัศน์ ก็จะเห็นผู้คนชูมือชูไม้ยิ้มให้กล้องทั้งๆ ที่บ้านกำลังไฟไหม้ ส่วนคนไร้บ้านในญี่ปุ่น บุญเลิศมองว่า suffer หนักที่สุด ซึ่งน่าสนใจว่าทำไมผู้คนในประเทศที่มีระบบสวัสดิการที่ดี มีห้องน้ำสาธารณะที่ดีกว่า จึง suffer มากกว่า บุญเลิศอธิบายง่ายๆ ว่า

“ถ้าคุณเป็นคนจนท่ามกลางประเทศที่มีคนจนจำนวนมาก คุณจะไม่รู้สึกเป็นตัวประหลาด ในขณะที่ถ้าคุณเป็นคนจนในประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง คุณก็จะเป็นคนส่วนน้อย ด้วยเหตุนี้โฮมเลสในญี่ปุ่นจึงถูก treat จากสังคมแบบน่ารังเกียจค่อนข้างชัดมาก ถ้าคุณเป็นโฮมเลสที่เดินไปตามสถานีรถไฟ คนทั่วไปไม่แม้กระทั่งจะเหลียวตามองคุณเลยนะ เขามองคุณเป็นวัตถุที่ไม่ใช่มนุษย์เลยนะครับ ผมเคยขึ้นรถไฟไปกับโฮมเลสญี่ปุ่นจะเห็นได้ชัดเลย ถ้าคนข้างๆ เห็นว่าบุคลิกของคุณคือโฮมเลส เขาไม่อยากอยู่ใกล้คุณขึ้นมาทันที ความรู้สึกของการถูกเลือกปฏิบัติสำหรับโฮมเลสในญี่ปุ่นรุนแรงกว่าในสังคมฟิลิปปินส์”

สำหรับประเทศไทยนั้น บุญเลิศเห็นว่ายืนอยู่ตรงกลาง ระหว่างความเอ็นจอยบ้างและไม่เอ็นจอยบ้าง ประเด็นนี้ชวนให้เราคิดต่อว่าความสุขหรือความทุกข์ที่มีพลวัตนั้น ล้วนเกี่ยวพันกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราจะบอกได้หรือไม่ว่าอีก 5 ปี 10 ปี ข้างหน้า คนไทยอาจจะรู้สึกเอ็นจอยกับความทุกข์ยากของตัวเองก็เป็นได้ เพราะเราชาชินกับมัน เฉกเช่นที่คนฟิลิปปินส์เผชิญอยู่

บ้านที่กลับไม่ได้ หนังสือเล่มล่าสุดของ บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พาผู้อ่านไปรู้จักมิตรสหายของ ‘บุน’ ตัวละครหลักที่ชักนำเรื่องราวของคนไร้บ้านในฟิลิปปินส์ ออกมาเป็นเรื่องเล่าในเชิงวรรณกรรม วิธีการนี้ชวนให้คิดถึงชีวิตผู้คนที่อยู่ทิศบูรพาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมุมมองที่ลึกซึ้งแตกต่างออกไป

บ้านที่กลับไม่ได้ เปิดเรื่องด้วยช่วงเวลากำลังจะกลับบ้านของ ‘บุน’ นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอีกฟากของโลก เขาอยู่ที่มะนิลามา 14 เดือนแล้ว และกำลังจะจากลามิตรสหายที่มะนิลา เพื่อไปเขียนวิทยานิพนธ์ให้จบ และไม่รู้ว่าจะกลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่

แน่นอนว่า ตลอดเวลาที่ลงภาคสนาม บุนมิได้อำพรางสถานะนี้แต่อย่างใด นั่นจึงทำให้เขาพานพบความรู้สึกหลายด้านจากความสัมพันธ์เช่นนี้ การเปิดเรื่องด้วยการกลับบ้านของของบุน จึงเหมือนกับชี้ให้เห็นบ้านที่แตกต่างกันระหว่างบุนกับเพื่อน ที่มิได้ห่างกันในแง่กายภาพ แต่ต่างกันในความหมายอย่างสิ้นเชิง

ลอรานซ์ คือมิตรสหายท่านแรกที่บุนพาไปรู้จัก มิตรที่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดช่วยชี้ให้เห็นภาพของสวัสดิการสังคมที่ย่ำแย่ และความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่ดีของลอรานซ์และครอบครัว ระบบสาธารณสุขคือจุดต่างอย่างหนึ่งระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์

ความเข้าใจที่ว่า คนไร้บ้านไม่ทำงาน อาจจะถูกอยู่บ้างถ้าหากคิดถึงแค่งานเฉพาะที่อยู่เพียงในออฟฟิศ โรงงาน หรือที่ทำการราชการ แต่ต่อให้วิธีคิดฉาบฉวยเช่นนั้นถูกต้อง จะมีใครกล้าบอกได้หรือไม่ว่า คนไร้บ้านไม่มีหน้าที่ทางสังคม

ชีวิตของริกกี้และมิตรสหายอีกหลายท่านที่บุนเข้ามาสัมพันธ์ใกล้ชิดนี้ ชี้ให้เห็นว่าหน้าที่ของพวกเขาคืออะไร ในใต้ถุนสังคมที่เหลื่อมล้ำเช่นนั้น พวกเขาเอาตัวรอดอย่างไร มองโลกอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ฯลฯ เรื่องเล่านี้ยังบอกอีกว่าสายพานเศรษฐกิจของคนชั้นล่างในฟิลิปปินส์ทำงานอย่างไร ในภาวะที่บ้านเมืองเหลื่อมล้ำชัดเจน ข้อนี้จึงเตือนให้เราระลึกว่า ในประเทศที่มีคนรวยล้นฟ้า จำเป็นต้องมีคนยากไร้ให้ถูกแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีสินทรัพย์ หรือราคาค่างวดสูงลิ่วก็ตาม

ในด้านหนึ่ง แม้ว่าเรื่องราวจะเริ่มที่ ริซัล ปาร์ค สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในมะนิลา แต่ชีวิตของคนไร้บ้านที่นั่นก็เคลื่อนไหวไม่ต่างจากชีวิตของคนชั้นอื่นๆ ในสังคม นี่จึงทำให้บุนได้ไปประสบพบเจอผู้คนอีกหลากหลายที่ ทั้งครอบครัวของมิตรสหาย นักเลงหัวไม้ อาสาสมัครคนไร้บ้าน ให้ความรู้สึกน่าติดตาม ทั้งตื่นเต้น หวาดเสียว โศกเศร้า ปลื้มใจ เพราะต่อให้บุนจะวางท่าเป็นนักวิจัย แต่ความรู้สึกที่มีต่อคนที่กำลังศึกษา ความรู้สึกจากบันทึกประจำวันก็ปกปิดอารมณ์นั้นได้ไม่มิด ด้วยรูปแบบเช่นนี้ก็ทำให้การอ่านได้อรรถรสเพิ่มขึ้น ซึ่งนักมานุษยวิทยามีความสามารถในข้อนี้แตกต่างจาก ‘นัก’ อื่นๆ ที่อาจจะพบข้อจำกัดทางวิธีวิทยามากกว่า

กระนั้นเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ อาจจะดูเหมือนว่าบุนวางท่าทีเย็นชา บอกเล่าเรื่องราวของมิตรสหายโดยไม่ใส่ท่วงทำนองของนักศีลธรรมตัดสินดีชั่ว แต่สิ่งที่เขาพานพบและนำมาบอกเล่า ก็ล้วนสอดแทรกปัญหาทางสังคม วัฒนธรรม และนโยบายของรัฐ ที่ส่งผลต่อความเป็นไปของมิตรสหายของเขา ดังจะเห็นได้ในชีวิตครอบครัวของมิตรสหายคนหนึ่งของบุญที่ต้องหลบหนีจากตำรวจหรือผู้ปกครองของหมู่บ้าน แสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบเจ้าพ่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ได้อย่างเห็นเนื้อเห็นหนัง

รวมถึงส่วนที่ผมชอบที่สุดคือ การที่บุนได้ไปเยี่ยมบ้านของมาร์ลีน ‘ตอมบอย’ ที่สนิทสนมกับบุนมากคนหนึ่ง ตามที่บุนเรียกร้อง ก่อนที่เรื่องราวคาดไม่ถึงจะเกิดขึ้นตามมา ประเด็นนี้เริ่มขึ้นเมื่อบุนถูกต่อว่าจากมาร์ลีนอย่างหัวเสียว่า “เพราะมึงแท้ๆ ที่อยากให้กูพามาที่นี่ กูไม่อยากมาเลย เห็นรึยังมันเป็นยังไง”

เรื่องนี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของคำว่า บ้าน วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของครอบครัว ที่หลุดจากขนบที่เราคุ้นชิน

การทำความรู้จักมิตรสหายของบุน อาจจะช่วยให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจโลกทัศน์ของคนที่ขาดต้นทุนในชีวิตในสังคมที่เหลื่อมล้ำ แต่ด้านหนึ่งเราก็จะพบว่าพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนซึ่งความหวัง

เมื่ออ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แม้ว่าจะมีที่มาแตกต่างกัน แต่จะพบว่าจุดร่วมของชีวิตมิตรสหายที่ ริซัล ปาร์ค ล้วนมีที่ทางบ้านเกิดของตัวเอง และเงื่อนไขนานัปการก็พาทุกคนมาพบกันที่นี่ ราวกับช่วยเติมสีสันให้เห็นด้านกลับของระบอบการเมือง การปกครอง ในประเทศที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับไทยแห่งนี้

 

บ้านที่กลับไม่ได้

บุญเลิศ วิเศษปรีชา เขียน

สำนักพิมพ์ มูลนิธิกระจกเงา

author

Random books